การคุมกำเนิดแบบหน้า 7 หลัง 7

 

หน้า7 หลัง7 คุมกำเนิดได้ผลแค่ไหนผมไม่รู้ใครเป็นคนบัญญัติสูตรนี้ขึ้นมา มันสร้างความเจ็บปวดมาแยะแล้ว สักแต่ได้ยินมาแล้วก็เอามาใช้ ใช้โดยไม่รู้ว่าจริงๆแล้วเป็นอย่างไร บางคนก็ว่าหลังจากรอบเดือนหมดแล้วก็นับหนึ่ง ” ก็..บอกว่า “หลัง” หลังก็ต้องหมดแล้วซิ ” ใช่เลยครับ…..ก็..เรียบร้อยยยย… ท้องซิครับ ความหมายที่แท้จริง 7 หน้าหมายความว่า 7 วันก่อนรอบเดือนจะมา 7 วัน หลังหมายความว่า 7 วันนับจากวันแรกที่รอบเดือนมา

 

สมมุติว่ารอบเดือนมาวันที่ 10 11 12 13 7วันหน้า หรือ7วันก่อนคือวันที่ 3 4 5 6 7 8 9 7 วันหลัง คือวันที่ 10 11 12 13 14 15 16 กรณี 7วันหลัง ถ้าไม่มีการร่วมเพศในวันที่มีรอบเดือน ก็แปลว่าจะมีวันที่มีเพศสัมพันธ์อย่างปลอดภัยแค่ไม่กี่วัน ถ้ามีรอบเดือน 3 วัน ก็มีวันปลอดภัยเหลือ 4วัน ถ้ารอบเดือนมา 5 วันก็จะมีวันปลอดภัยเหลือ 2 วัน ตรงไปตรงมา (ถ้าคุณจะฝ่าไฟแดงก็สามารถทำได้ แต่ก็ควรใช้ถุงยางอนามัยทุกครั้ง ไม่มีอันตรายอะไร) กรณี7วันหน้า หรือ7วันก่อน ก็แปลว่าคุณต้องรู้ว่าจะมีรอบเดือนคราวต่อไปเมื่อไหร่ คุณจึงสามารถกะได้ว่า 7 วันนั้นคือวันที่เท่าไหร่ สมมุติว่าคุณสามารถกะได้ว่ารอบเดือนคุณจะมาเดือนหน้าวันที่ 13 คุณก็รู้ได้ว่าวันปลอดภัยคือวันที่ 6 7 8 9 10 11 12

 

ดังนั้นพอถึงวันที่ 6 คุณก็รู้ว่าถึงวันปลอดภัยแล้ว มีเพศสัมพันธ์กันได้โดยไม่ต้องกังวลใจว่าจะตั้งครรภ์ แล้วจะรู้ได้อย่างไรว่าเดือนหน้ารอบเดือนจะมาเมื่อไหร่การนับวันปลอดภัยนี้ใช้ได ้เฉพาะคนที่มีรอบเดือนมา “สม่ำเสมอ” เท่านั้น เช่น คนหนึ่งมีระยะรอบเดือน28วัน ก็แปลว่าทุกๆ 28 วันก็จะมีรอบเดือนครั้งหนึ่ง เช่น รอบเดือนมาวันแรกวันที่ 20 กันยายน นับมาอีก 28 วัน ครบ28 วันตรงกับวันที่ 17 ตุลาคม พอวันที่18 ตุลาคมรอบเดือนก็จะมา เดือนหน้านับไปอีก 28วัน ก็จะครบ28วันตรงกับวันที่14 พฤศจิกายน รอบเดือนก็จะมาวันที่ 15 พฤศจิกายน อย่างนี้เรียกว่ารอบเดือน”มาสม่ำเสมอ” หรือ”มาตรงกำหนด” (แต่ไม่ตรงวันที่ของปฎิทิน] หรืออีกคนมีระยะรอบเดือน 32 วัน ก็แปลว่าทุกๆ 32 วันจะมีรอบเดือนมาครั้งหนึ่ง เช่น รอบเดือนมา วันที่ 11 เมษายน นับมาอีก 32วัน จะครบวันที่ 12 พฤษภาคม ดังนั้นวันที่ 13 พฤษภาคมรอบเดือนก็จะมา คนๆนี้ก็สามารถคาดได้ว่าเดือนมิถุนายน รอบเดือนจะมาวันที่ 14 มิถุนายน ช่วงปลอดภัยของเธอคือ 7 8 9 10 11 12 13 มิถุนายน

 

กรณีที่รอบเดือนมาไม่สม่ำเสมอ ไม่สามารถใช้วิธีนับวันปลอดภัยได้ อย่างบางคน รอบเดือนมาสะเปะสะปะ เดือนก่อนโน้น มาวันที่ 15ของปฏิทิน เดือนต่อมามาวันที่ 12 แล้วเดือนต่อมามาวันที่ 19 หรือเอาแน่นอนไม่ได้ มาบ้างไม่มาบ้าง อย่างนี้จะใช้วิธีนับวันปลอดภัยไม่ได้ ถ้ามีเพศสัมพันธ์ในวันมีรอบเดือนจะปลอดภัยไหม โดยปกติก็ปลอดภัย ถ้ารอบเดือนคุณไม่มามากกว่าคราวละ 7วัน ถ้ามีเพศสัมพันธ์เลย 7วันหลังไปวันสองวันจะปลอดภัยไหม กรณีนี้ต้องอธิบายยาวหน่อย สิ่งแรกที่คุณต้องทราบก็คือ เมื่อไหร่ก็ตามที่มีไข่สุกแล้วไม่มีการปฏิสนธิ อีก 14 วันรอบเดือนก็จะมา สมมุติว่าไข่ตกวันที่ 12 มิถุนายน แล้วไม่มีเพศสัมพันธ์กันเลย วันที่ 26 มิถุนายน รอบเดือนก็จะมา แล้วจะรู้ได้อย่างไรว่าไข่จะตกเมื่อไหร คนที่รอบเดือนมาไม่สม่ำเสมอหรือมาสะเปะสะปะ มาบ้างไม่มาบ้าง เอาแน่นอนไม่ได้ ก็ไม่มีทางคำนวนได้ แต่ถ้ารอบเดือนมาสม่ำเสมอ คุณกะวันที่รอบเดือนจะมาคราวหน้าได้ คุณก็สามารถกะวันไข่ตกได้ เช่น ระยะรอบเดือนของคุณมาทุก 26 วันแน่นอน ครบ 26 วันก็มา อย่างนี้คุณก็สามารถกะวันรอบเดือนจะมาคราวหน้าได้ เช่น เดือน มิถุนายน รอบเดือนมาวันที่ 11 นับไปอีก 26 วัน ก็ตรงกับวันที่ 6กรกฏาคม ดังนั้นเดือนกรกฏาคม รอบเดือนควรมาวันที่ 7 นับถอยหลังมา 14 วัน ก็จะตรงกับวันที่ 23 มิถุนายน ก็คือวันไข่สุก นั่นคือวันไม่ปลอดภัยสุดๆ แต่การสุกของไข่ก็ไม่ได้เป๊ะๆ อย่างนั้น อาจสุกก่อนหน้านั้นสองวัน หรือหลังนั้นวันสองวันก็ได้ จึงต้องเผื่อไว้อีก 4 วัน คือวันที่ 21 22 24 25

 

ดังนั้นวันไม่ปลอดภัยจึงมี 5 วัน คือวันที่ 21 22 23 24 25 มิถุนายน แต่ไข่เมื่อสุกแล้วก็มีคุณสมบัติที่จะอยู่ผสมได้อีก 24 ชั่วโมง ดังนั้นวันไม่ปลอดภัยจึงมีเพิ่มมาอีก 1วัน คือวันที่ 26 (สมมุติว่ามีเพศสัมพันธ์วันที่ 26 ไข่สุกวันที่ 25 ก็ยังท้องได้) ดังนั้นวันไม่ปลอดภัยจึงเพิ่มมาอีก 1 วัน รวมเป็น 6 วันคือ 21 22 23 24 25 26 ยัง..ยังไม่หมดแค่นั้น เชื้ออสุจิเมื่อเข้ามาในตัวหญิงนั้นมีคุณสมบัติที่จะผสมกับไข่ได้อีก 48 ชั่วโมง ดังนั้นวันไม่ปลอดภัยจึงมีเพิ่มมาอีก 2 วัน คือวันที่ 19 20 (ถ้ามีเพศสัมพันธ์วันที่ 19 แล้วเกิดไข่สุกวันที่ 21 ก็ท้องได้ ) รวมแล้ววันไม่ปลอดภัยจึงมีเพิ่มมาเป็น 8 วัน คือวันที่ 19 20 21 22 23 24 25 26 จะเห็นได้ว่ากรณีนี้ถ้าคุณมีเพศสัมพันธ์เลย 7 วันหลังไป 2 วัน (รอบเดือนมาวันที่ 11 และ7 วันหลังคือ 11 12 13 14 15 16 17 ) คือวันที่19 ก็ไม่ปลอดภัยแล้ว แต่ถ้าเกิดระยะรอบเดือนคุณยาว เช่น 33วันมาครั้ง (ดูตามปฏิทิน รอบเดือนจะเลื่อนออกไปทุกเดือน) กรณีนี้สบายใจได้หน่อย

 

ยกตัวอย่างกรณีข้างต้น เป็นอีกคนที่มีระยะรอบเดือน 33 วัน รอบเดือนมาวันที่ 11 มิถุนายน คราวต่อไป(นับไปอีก 33 วัน) รอบเดือนก็จะมาวันที่ 14 กรกฏาคม ไข่คนนี้จะสุกวันที่30มิถุนายน (นับถอยหลังมา 14 วันจากวันที่ 14) วันไม่ปลอดภัย 8 วันนั้นคือ 26 27 28 29 30 มิถนายน 1 2 3 กรกฏาคม ดังนั้นถ้าคนนี้มีเพศสัมพันธ์วันที่ 19 (เลย 7วันหลังมา 2วัน) ก็ยังอุ่นใจว่า ยังห่างจากวันไม่ปลอดภัยแยะ ก็ไม่น่าตั้งท้อง จะเห็นได้ว่า คน สองคนมีเพศสัมพันธ์เลย 7 วันหลังไป 2 วันเหมือนกัน แต่โอกาสเสี่ยงต่อการตั้งครรภ์ต่างกัน ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับว่าระยะรอบเดือนของคนนั้นสั้นหรือยาว สรุป 1. ถ้ารอบเดือนคุณมาไม่ส่ำเสมอ ก็อาจมีเพศสัมพันธ์ช่วงมีรอบเดือนได้ค่อนข้างปลอดภัยถ้ามีรอบเดือนไม่เกิน 7วัน 2. ถ้าระยะรอบเดือนของคุณสั้น การมีเพศสัมพันธ์ในช่วง 7วันหลังโดยเฉพาะวันท้ายๆก็หมิ่นเหม่ทีเดียว 3. การจะใช้วิธีนับวันปลอดภัย 7หน้า7หลัง ควรเป็นคนที่มีรอบเดือนมาส่ำเสมอ 4. หลังจาก “7วันหลัง” (นับจากวันแรกที่รอบเดือนมา) แล้ว ความปลอดภัยจะลดลงเรื่อยๆ จนถึง 8วันอันตรายที่ไม่ปลอดภัยคือช่วงเสี่ยงสุดๆ พอพ้น 8วันอันตรายไปแล้ว ความปลอดภัยก็จะค่อยๆเพิ่มขึ้น จนถึง 7วันก่อนรอบเดือนคราวหน้าจะมาก็จะเป็นช่วงปลอดภัยหายห่วงอีกครั้ง เมื่อเดือนสองเดือนที่แล้ว

 

มีวารสารการแพทย์ฉบับหนึ่งได้รายงานการวิจัยหญิงที่มีรอบเดือนสม่ำเสมอ 28 วัน จำนวนประมาณ 200 คน พบว่า ความรู้เดิมๆที่เราเคยเชื่อกันว่า มีไข่ตกในช่วง 8 วันอันตรายนั้นไม่จริงเสียแล้ว ถ้าเปรียบการตกไข่เหมือนฝนตกแล้ว ฝนจะตกชุกในช่วง8วันอันตรายส่วนวันอื่นๆก็อาจมีฝนตกได้บ้างเปาะแปะ รวมทั้ง 7วันแรกที่มีรอบเดือน และ 7 วันก่อนมีรอบเดือนก็อาจมีไข่ตกได้ อย่างไรก็ตามผู้รายงานสรุปว่า จำนวนตัวอย่างที่ทำยังน้อย คงต้องทำมากกว่านี้เพื่อหาคำอธิบายว่าทำไม่จึงเป็นอย่างนั้น สำหรับผมจึงอยากเตือนว่า การใช้วิธีนับวันนั้นไม่ค่อยปลอดภัยนัก ถ้ายังไม่แต่งงานแล้วมีเพศสัมพันธ์ละก้อ ถุงยางอนามัยทุกครั้งที่มีเพศสัมพันธ์ดีที่สุดครับ

 

ท้องลมคืออะไร

 

ว่ากันว่า การตั้งครรภ์เป็นของขวัญอันล้ำค่าแก่ครอบครัวที่ต้องการมีลูกน้อยไว้เชยชม แต่ไม่ใช่เสมอไปที่ทุกรายจะจบลงอย่างสมปรารถนา เมื่อหาหมอตรวจเข้าจริงๆ กลับพบว่าไม่ตั้งครรภ์ก็มี เหตุการณ์เหล่านี้พบได้บ่อยเหมือนกัน เรามาดูกันว่าเกิดอะไรขึ้นกับคุณแม่เหล่านี้

 

ท้องลม
คุณผู้หญิงบางคนเมื่อประจำเดือนขาดหายไป อาจจะรู้สึกตื่นเต้นดีใจสงสัยว่าน่าจะท้องอย่างที่หวัง ยิ่งเมื่อไปซื้อเครื่องทดสอบการตั้งครรภ์จากปัสสาวะแล้ว พบว่า ท้องจริงก็ยิ่งดีใจมากขึ้น แต่เมื่อไปหาคุณหมอเพื่อฝากครรภ์ภายหลังการตรวจ กลับได้รับคำตอบว่ามีการตั้งครรภ์จริง แต่ไม่มีตัวเด็ก หรือที่เรียกกันว่า มี ภาวะไข่ฝ่อ (Blighted ovum) ฟังดูอาจรู้สึกสับสน งุนงงว่ามันคืออะไรกัน เกิดได้อย่างไร และจะต้องรักษาด้วยวิธีไหน
ภาวะไข่ฝ่อ (blighted ovum) หรือภาษาชาวบ้านเรียกว่า ท้องลม จัดเป็นความผิดปกติของการตั้งครรภ์ชนิดหนึ่ง ซึ่งทำให้การตั้งครรภ์ไม่สามารถดำเนินต่อไปได้จนถึงครบกำหนดคลอด

 

ตามปกติภายหลังที่ไข่กับอสุจิมีการผสมกันแล้ว ก็จะมีพัฒนาการต่อไปเรื่อยๆ จนกลายเป็นทารก รก ถุงน้ำคร่ำ และเมื่อครบ 280 วัน ทารกก็จะคลอดออกมา คนบางคนไม่เป็นเช่นนั้น บางคนท้องแค่ 2-3 เดือน เด็กก็ไม่ยอมอยู่แล้ว และจะหลุดออกมาก่อนเวลาอันควร เหตุการณ์นี้เรียกว่า การแท้ง ที่แปลกกว่านี้ ก็คือ บางคนภายหลังไข่กับอสุจิมีการผสมกันแล้วก็จะมีพัฒนาการต่อไป แปลกที่ส่วนที่เป็นรกและถุงน้ำเจริญต่อไปได้ แต่ส่วนเป็นทารกกลับไม่ยอมเจริญเติบโตต่อ บางรายก็ไม่มีตัวเด็กให้เห็นเลย ในขณะที่บางคนเห็นตัวเด็ก แต่ถ้าตรวจซ้ำจะเห็นตัวเด็กเล็กลง และเสียชีวิตค้างในถุงน้ำคร่ำ ภาวะที่ไม่เห็นตัวเด็กเลย เราเรียกว่า ภาวะไข่ฝ่อ หรือท้องลม คุณแม่ที่มีภาวะนี้ส่วนมากจะมีเลือดออกและแท้งออกมาในที่สุด แต่บางคนก็ค้างอยู่นานถ้าไม่ตรวจก็อาจจะไม่รู้

 

ที่มา…ท้องลม

การที่ไข่ภายหลังการผสมไม่เจริญเติบโตต่อ ก็เหมือนกับไข่เป็ดไข่ไก่ที่ไม่สามารถฟักออกมาเป็นตัวนั่นเอง สาเหตุที่พบบ่อย คือ ไข่หรืออสุจิที่มาผสมกันไม่แข็งแรงพอ หรือมีคุณภาพไม่ดีพอ ทำให้ไม่สามารถพัฒนาการต่อไปได้ สาเหตุของความไม่แข็งแรงหรือคุณภาพที่ไม่ดีของไข่ หรืออสุจิมีมากมาย อาจเกี่ยวข้องกับการทำงานหนัก เครียด รับประทานอาหารไม่เพียงพอ พักผ่อนไม่เพียงพอ หรือมีโรคบางชนิดที่ยังไม่ได้รับการตรวจอย่างจริงจัง นอกจากนี้ยังอาจเกิดจากลักษณะทางกรรมพันธุ์ที่ผิดปกติของไข่ หรืออสุจิก็เป็นได้

 

การจะสรุปว่าสาเหตุเกิดจากอะไรแน่ บางครั้งก็บอกยาก เพราะสาเหตุบางอย่างก็ยังไม่รู้จะตรวจอย่างไร เช่น ทำงานหนักแค่ไหนถึงจะเกิดปัญหานี้ การตรวจลักษณะทางกรรมพันธุ์ของไข่กับอสุจิก็ทำยากมาก ส่วนมากเราจะใช้การคาดคะเนกันเป็นส่วนมากว่าถ้ามีปัจจัยใดที่คิดว่าอาจเป็นสาเหตุได้ ก็ควรจะรักษาหรือแก้ไขเสีย

 

การรักษา
การรักษาภาวะไข่ฝ่อ ทำง่ายมาก เพียงขูดมดลูกเอาถุงน้ำคร่ำที่ผิดปกตินี้ออกให้หมดเท่านั้น
หลายคนคงอยากถามว่าจะป้องกันไม่ให้เกิดภาวะนี้ซ้ำได้ไหม คำตอบก็คือ ยังไม่มียาหรือวิธีการรักษาอะไรที่ชัดเจนในการที่จะป้องกันภาวะนี้ วิธีที่ดีที่สุด คือ การดูแลรักษาตัวเอง ด้วยการรับประทานอาหารที่ดี ได้สัดส่วน ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ เหมาะสม ไม่ทำงานหักโหมเกินไปและพักผ่อนให้เพียงพอ

 

ท้องหลอก
คุณผู้หญิงบางคนอาจมาพบคุณหมอที่โรงพยาบาล เนื่องจากประจำเดือนขาดหายไป ร่วมกับมีอาการคลื่นไส้ อาเจียน บางคนอาจรู้สึกเหมือนมีลูกดิ้นๆ อยู่ในท้อง และรู้สึกว่าท้องโตขึ้น ปัสสาวะบ่อยด้วย บางรายอาจให้ข้อมูลด้วยว่าแต่งงานมานานอยากมีลูกแต่ไม่มีสักที จากอาการที่เล่าข้างต้นค่อนข้างมั่นใจว่าตัวเองน่าจะตั้งครรภ์
แต่เมื่อไปพบคุณหมอตรวจร่างกาย กลับแจ้งว่า ท้องไม่โต คลำมดลูกไม่ได้ ฟังที่ท้องได้ยินแต่เสียง เคลื่อนไหวของลำไส้ และเมื่อตรวจอัลตราซาวนด์ก็พบแต่มดลูก ซึ่งไม่มีลักษณะของการตั้งครรภ์ให้เห็นแต่อย่างใด หลายคนอาจสงสัยว่าเป็นไปได้อย่างไร ทั้งๆ ที่อาการบ่งบอกว่าน่าจะท้องแล้ว

 

อาการที่คุณผู้หญิงรู้สึกว่าเหมือนตัวเองตั้งครรภ์ ทั้งที่ความจริงไม่มีการตั้งครรภ์เกิดขึ้นนั้น เรียกว่า “ท้องหลอก” หรือทางการแพทย์เรียกว่า spurious pregnancy หรือ pseudocyesis ซึ่งจัดเป็นความผิดปกติทางจิตชนิดหนึ่ง
ผู้ป่วยส่วนมากจะมาเล่าอาการมากมายให้คุณหมอ ซึ่งฟังดูแล้วน่าจะเกิดจากการตั้งครรภ์ทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็นอาการคลื่นไส้อาเจียน ปัสสาวะบ่อย คัดตึงเต้านม ประจำเดือนขาด บางรายรู้สึกว่ามีลูกดิ้นในท้อง หรือ อาจคลำได้ก้อนในท้องซึ่งคิดว่าเป็นมดลูกด้วยซ้ำ

 

ที่มา…ท้องหลอก
สาเหตุของท้องหลอก หรือไม่มีการตั้งครรภ์จริง เกิดจากสภาพทางจิตใจเป็นหลัก ผู้หญิงกลุ่มนี้มักจะเครียดเพราะอยากมีลูก แต่ไม่มีสักที รักษามาก็ทั้งบ่อยทั้งนาน หมดเงินทองไปก็ตั้งมากแต่ก็ยังไม่ท้องสักที ความเครียดที่เกิดขึ้นนี้จะทำให้ต่อมใต้สมองสร้างฮอร์โมนมากระตุ้นรังไข่ พอถูกกระตุ้น รังไข่ก็จะสร้างฮอร์โมนอีกชนิดหนึ่งไปกระตุ้นมดลูกทำให้ผนังมดลูกหนาตัวและไม่มีประจำเดือน ผู้หญิงกลุ่มนี้อยากท้องอยู่แล้ว พอไม่มีประจำเดือนก็อุปาทานว่าตัวเองตั้งครรภ์ เลยรับประทานอาหารบำรุงใหญ่ ทำให้อ้วนหรืออ้วนมากเกินไปด้วยซ้ำ ซึ่งความอ้วนที่เกิดขึ้นจะทำให้เกิดการสะสมของไขมันใต้ผิวหนังมากขึ้น ไขมันที่ว่าสามารถสร้างฮอร์โมนไปทำให้ไม่มีประจำเดือนได้เช่นกัน เมื่อแพทย์ตรวจมดลูกโดยเฉพาะการตรวจด้วยอัลตราซาวนด์ก็จะไม่พบการตั้งครรภ์แต่อย่างใด สำหรับอาการต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นอาการคลื่นไส้อาเจียน ปัสสาวะบ่อย รู้สึกว่ามีลูกดิ้นในท้อง หรือบางคนอาจคลำได้ก้อนในท้องซึ่งคิดว่าเป็นมดลูกล้วนแต่เป็นอุปทานทั้งสิ้น

 

การรู้สึกเหมือนเด็กดิ้นเกิดจากการบีบตัวของลำไส้ การปัสสาวะบ่อยเป็นเรื่องของจิตใจที่แล้วแต่ใครจะวิตกกังวลเรื่องการถ่ายปัสสาวะมากน้อยแค่ไหน ส่วนรายที่คิดว่าคลำมดลูกได้ ส่วนมากเกิดจากผนังหน้าท้องที่หนามาก หรือท้องอืดมากจากลมในลำไส้

 

อย่างไรก็ตาม ก่อนจะสรุปว่า ท้องหลอกเกิดจากภาวะจิตใจ แพทย์อาจต้องตรวจวินิจฉัยให้ละเอียดเสียก่อน เพราะมีโรคหรือความผิดปกติบางอย่างที่ทำให้ผู้ป่วยมีอาการ หรืออาการแสดงให้เห็นคล้ายๆ กับการตั้งครรภ์ได้เช่นเดียวกัน เช่น โรคของต่อมใต้สมองที่มีการสร้างฮอร์โมนบางชนิดมากเกินไป แต่พวกนี้มักมีน้ำนมไหลร่วมด้วย บางรายอาจจะมีอาการเพราะรับประทานยารักษาโรคบางอย่าง เช่น ยากันชัก หรือยานอนหลับบางชนิดเข้าไป

 

การรักษา
จริงๆ แล้วผู้ป่วยพวกนี้ไม่จำเป็นต้องให้การรักษา เพียงแต่ให้กำลังใจ คำแนะนำ และการดูแลรักษาทางจิตใจ พบว่าส่วนมากสามารถแก้ไขปัญหาได้แล้วโดยไม่ต้องใช้ยา ยกเว้นกรณีที่ผู้ป่วยมีความเครียดและวิตกกังวลมาก ก็อาจต้องให้ยาคลายความวิตกกังวล

 

ท้ายนี้ขอฝากความปรารถนาดีให้คุณแม่ทั้งหลายนำไปปฏิบัติ เพื่อการตั้งครรภ์ที่ดี ไม่มีภาวะท้องลมท้องหลอกเกิดขึ้น เพียงท่านดูแลร่างกายให้สดชื่น สมบูรณ์แข็งแรง ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญแรก ๆ ทั้งใส่ใจสุขภาพจิตไม่ให้เครียดจนเกินไป ก็จะทำให้คุณแม่มีการตั้งครรภ์ที่ดี ดำเนินการตั้งครรภ์อย่างปกติ และลงเอยด้วยการคลอดที่ปลอดภัย

 

ชนิดของยาทำแท้ง

 

ยาทำแท้งมีหลายชนิด แต่ไม่มีขายทั่วไปตามร้านขายยา อีกทั้งยังมีราคาแพง เก็บรักษายาก ต้องแช่เย็น อายุสั้น ที่มีแพร่หลาย ก็ตัวนี้แหละ misoprostol หรือชื่อทางการค้าว่า cytotec เคยมีรายงานเปรียบเทียบประสิทธิภาพ ของ cytotec กับ gemepost ตามหลังการใช้ยา RU486 เพื่อยุติการตั้งครรภ์ ปรากฏว่าได้ผลไม่แตกต่างกัน เพราะฉะนั้นถ้าจำเป็นต้องใช้ยาเหน็บ คิดว่าไม่มีความจำเป็นต้องไปหายาเหน็บตัวอื่นมาใช้อีก นอกจากเขาล่ะ cytotec ตามร้านขายยาใหญ่ๆมักจะมีขาย เนื่องจากยาตัวนี้ ตอนขออนุญาตขึ้นทะเบียน ได้ขอเป็นยารักษาโรค กระเพาะ มีกรรมการท่านนึงได้ให้ข้อสังเกตุว่า ฤทธิ์ของยาต่อมดลูก อาจทำให้มีการนำยามาใช้ในแง่ของสูติ มากกว่าข้อบ่งชี้ที่ บริษัทยาขึ้นทะเบียน ซึ่งก็เป็นจริง

 

ในประเทศบราซิล ยุคนึงมีการใช้ยาตัวนี้อย่างแพร่หลายมาก คนไข้ที่ไปนอนรักษาตัวในโรงพยาบาลที่ได้รับการวินิจฉัยโรคที่เกี่ยวข้องกับการแท้ง 70%จะผ่านยาตัวนี้มาก่อน จนรัฐบาลต้องออกกฏหมายควบคุมการใช้ยาตัวนี้ ความแพร่หลายจึงลดลง ไม่รู้ว่าเมืองไทยวันนึงจะเป็นแบบนี้หรือเปล่า

 

ยาสตรีเบนโลทำแท้งได้จริงหรือ ???

 

ยาสตรีเบนโล เป็น ยาแผนโบราณ สรรพคุณคือ บำรุงเลือด บำรุงร่างกาย เจริญอาหาร แก้ประจำเดือนไม่ปกติและเป็นยาแทนการอยู่ไฟ ขับน้ำคาวปลา ช่วยฟอกโลหิต ตำรับยานี้เป็นจัดเป็นยาแผนโบราณที่ไม่ได้เป็นยาสามัญประจำบ้าน ดังนั้นจะต้องวางขายในร้านขายยาที่ได้รับอนุญาตเท่านั้น

ส่วนประกอบหลักของยาสตรีมีอยู่สองส่วน คือสมุนไพรโกฏเชียง หรือเป็นที่รู้จักกันในชื่อ ตังกุย กับแอลลกอฮอล์ แอลกอฮอร์ที่มีอยู่เพื่อไว้เป็นตัวสกัดตัวยาออกมา ตัวยาที่ว่าคือ ไฟโตเอสโตรเจน (phytoestrogen) Estrogen เอสโตรเจน เป็นฮอร์โมนเพศหญิงซึ่งร่างกายเราผลิตจากรังไข่ รก หรือต่อมอะดรีนาล estradiol ซึ่งเป็นหนึ่งในเอสโตรเจนหลักๆ 3 ชนิดที่พบในร่างกายมนุษย์ ฮอร์โมนกลุ่มนี้มีผลโดยตรงต่อการแสดงลักษณะ ของเพศหญิง นับตั้งแต่การเข้าสู่วัยเจริญพันธุ์ มีประจำเดือน ตกไข่ ตั้งท้อง ไปจนถึงวัยหมดประจำเดือน

 

estradiol มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อพัฒนาการของเนื้อเยื่อปากมดลูก มดลูกและเต้านม phytoestrogen Phytoestrogen เป็นสารอินทรีย์ซึ่งสร้างขึ้นโดยพืช แต่มีคุณสมบัติเช่นเดียวฮอร์โมนเพศหญิงที่เรียกว่าเอสโตรเจน สารเหล่านี้พบได้ทั้งในส่วนเมล็ด ลำต้น รากหรือดอก โดยในพืช สารนี้จะทำหน้าที่เป็นสารฆ่า เชื้อรา (fungicide) หรือเป็น phytoalexin นั่นคือเป็นสารเคมีที่พืชสร้างขึ้นมาเพื่อป้องกันตน เองเมื่อถูกรุกรานโดยจุลชีพphytoestrogen จะมีบางส่วนของสูตรโครงสร้างคล้ายคลึงหรือเทียบได้กับ steroid nucleus ของ estradiol อันเป็นเอสโตรเจนที่พบในธรรมชาติหรือในร่างกายมนุษย์ ดังนั้นเมื่อกินยาชนิดนี้แล้ว ก็จะมีผลเช่นเดียวกับ estrogen ต่อร่างกาย และสารเหล่านี้อาจเข้าไปมีผลป้องกันหรือปรับเปลี่ยนภาวะความผิดปกติของร่างกาย หรือการเกิดโรคต่างๆ เช่น มะเร็งบางชนิด โรคหัวใจและหลอดเลือด รวมทั้งปัญหาที่เกี่ยวเนื่องกับอาการหลังการหมดประจำเดือน(menopausal symptoms) ได้อีกด้วย การออกฤทธิ์ของไฟโตรเอสโตรเจน ไฟโตรเอสโตรเจนออกฤทธิ์ได้ทั้งเสริมและต้านเอสโตรเจน

 

ในกรณีที่มีเอสโตรเจนในร่างกายมากเกินไป ไฟโตรเอสโตรเจนจะไปจับกับตัวรับของเซลล์ (receptor)ของเอสโตรเจน เกิดการยับยั้ง การทำงานและต้านการออกฤทธิ์ของเอสโตรเจน (anti-oestrogenic effect) ในขณะที่เมื่อร่างกายเกิด การขาดฮอร์โมนเอสโตรเจน เช่น ในหญิงวัยหมดประจำเดือน ไฟโตรเอสโตรเจนจะไปจับกับตัวรับของเซลล์เอสโตรเจน และออกฤทธิ์เหมือนฮอร์โมนเอสโตรเจน (2) จึงเชื่อว่า ไฟโตเอสโตรเจนอาจจะช่วยป้องกันการเกิดมะเร็งที่สัมพันธ์กับฮอร์โมน และโรคหัวใจและหลอดเลือด ได้พอๆกับการลดอาการหลังการหมดประจำเดือน ปัจจุบันจึงกล่าวถึง phytoestrogen อย่างกว้าง ขวาง เนื่องจากโครงสร้างและการออกฤทธิ์ที่คล้าย estrogen ดังกล่าวการที่ได้รับสารอาหารธรรมชาติชนิดนี้ จึงน่าจะมีบทบาทในการรักษา อาการที่เกิดขึ้น ในช่วงวัยหมดระดู รวมถึงการปกป้องการเกิดโรคหัวใจและ หลอดเลือดรวมถึงโรคกระดูกพรุน

 

นอกจากนั้นพบว่าประชากรที่มีวิถีชีวิตการกินอยู่ที่สัมพันธ์กับ phytoestrogen อย่างแนบแน่น เช่น กลุ่มที่รับประทานมังสวิรัติ , ประชากรในแถบเอเชียโดยเฉพาะญี่ปุ่น พบว่ามีอัตราการเกิดโรคหัวใจ และมะเร็งต่ำ ปริมาณที่ควรได้รับ ปริมาณไฟโตรเอสโตรเจนที่ควรได้รับจากอาหาร คือ 30 ? 50 มิลลิกรัม (3) ประมาณได้ อย่างคร่าวๆ ดังนี้ – นมถั่วเหลือง 250 ซีซี ? 15-60 มิลลิกรัม – เต้าหู้ 1 ก้อน (115 กรัม) ? 13-43 มิลลิกรัม – โยเกิรต์เต้าหู้ (200 กรัม) ? 26 มิลลิกรัม

 

มีเซ็กซ์ให้ปลอดภัย

 

มีเซ็กซ์อย่างไร ปลอดภัย ไม่ท้อง ความกังวลใจถึงผลที่จะตามมาของการมีเพศสัมพันธ์อาจเกิดขึ้นทั้งหญิงและชาย แต่ปัญหานี้ดูจะตกหนักที่ผู้หญิงมากกว่า สิ่งที่ผู้หญิงส่วนใหญ่มักจะกังวลนั้นเป็นเรื่อง “ท้องโดยไม่ได้ตั้งใจ” มากกว่าที่จะกลัวการติดโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์จากคู่นอน ทั้งที่จริงๆ แล้วเรื่องท้องไม่ใช่ปัญหาเดียวที่สำคัญ เพราะการติดโรคทางเพศสัมพันธ์โดยเฉพาะเอดส์ก็สำคัญไม่แพ้กันเลย และประเด็นหลังนี้มีโอกาสเกิดขึ้นได้ทั้งกับผู้หญิงและผู้ชายเท่าๆ กัน ถ้าหากฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดมีเชื้อก็สามารถที่จะติดต่อไปสู่อีกฝ่ายหนึ่งได้ ดังนั้นเพื่อความปลอดภัยของตัวเราและคู่ และยังช่วยทำให้ไม่ต้องกังวลใจหรือเป็นทุกข์ใจทั้งเรื่องท้องและการติดโรค

 

นั่นก็คือ การใช้ “ถุงยางอนามัย” เป็นที่รู้กันว่าอุปกรณ์คุมกำเนิดส่วนใหญ่นั้น ผลิตขึ้นโดยมุ่งไปที่ผู้หญิงเป็นสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นยาคุมกำเนิดแบบเม็ด ยาฉีดคุมกำเนิด หรือห่วงคุมกำเนิด ซึ่งก็ล้วนแล้วแต่มุ่งไปที่การป้องกันท้องแต่ไม่สามารถป้องกันเอดส์ ในขณะที่ถุงยางอนามัยเป็นอุปกรณ์การคุมกำเนิดอีกชนิดหนึ่งและ เป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่จะช่วยให้ปลอดภัย จากการติดโรคเอดส์ได้มากที่สุดและยังป้องกันท้องได้อีกด้วย แต่กลับเป็นสิ่งที่ผู้หญิงหลายคนไม่สนใจและให้คุณค่ากับมันน้อยเกินไปจนลืมนึกถึงความคุ้มค่า และความปลอดภัยที่จะเกิดขึ้นกับชีวิตของตนเอง หรือแม้แต่ผู้ชายเองก็มักจะไม่ค่อยนิยมชมชอบมันสักเท่าไร เพราะยังไปติดอยู่กับเรื่องไม่เป็นธรรมชาติ ถึงเวลานี้แล้ว โลกก็หมุนเปลี่ยนไปขนาดนี้แล้ว พวกเราคนรุ่นใหม่น่าจะหันกลับมาคิดกันใหม่ดีไหมว่า “ถุงยางอนามัย” เป็นเรื่องของคนสองคนที่ต้องพูดคุยและช่วยกันเตรียมไว้ เพราะการมีเซ็กซ์ที่ปลอดภัยไม่ใช่เรื่องน่าอาย แถมยังทำให้ทั้งสองฝ่ายต่างมีสุขภาพทางเพศที่ดีอีกด้วย

 

วิธีการทำแท้งแบบดูด

 

สมัยก่อนเวลาขูดมดลูก จะใช้เครื่องมือเป็นแท่งเหล็ก ส่วนปลายจะเป็นรูปวงรี สอดเข้าไปในโพรงมดลูกแล้วขูดเอาสิ่งต่างๆของการตั้งครรภ์ ทั้งเด็ก ทั้งรก และเยื่อบุมดลูกที่หนาตัวขึ้นมา ออกมาเป็นชิ้นๆ เป็นส่วนๆ การทำนั้นมองไม่เห็นข้างใน อาศัยความรู้สึกของผู้ทำ ทำให้มีผลแทรกซ้อน เช่น มดลูกทะลุ ขูดออกไม่หมด หรือขูดมากไปจนถึงชั้นกล้ามเนื้อมดลูก ทำให้ไม่มีประจำเดือนอีก หรือแท้งง่าย ต่อมามีการพัฒนาเปลี่ยนเป็นหลอดพลาสติกคล้ายหลอดกาแฟ ปลายตัน แต่ใกล้ๆส่วนปลายจะบากเป็นลิ่ม โดยลิ่มข้างนึงลาด อีกข้างตั้งตรงเพื่อใช้ขูดเยื่อบุมดลูกได้ อีกปลายนึงจะสวมกับกระบอก syring 50cc พอดึงก็จะได้สูญญากาศ ดูดเอาเนื้อเยื่อที่ขูดแล้วออกมา จึงเป็น 2แรงแข็งขัน ทำให้การทำง่ายขึ้น ผลแทรกซ้อนน้อยลงกว่าการใช้เครื่องมือแบบเดิม และเดี๋ยวนี้ก็ใช้วิธีนี้เป็นมาตราฐานไปทั่วโลกแล้ว ลองไปดูที่ Http://www.ipas.org

 

จะรู้ได้อย่างไรว่าแท้งครบหรือแท้งสมบูรณ์

 

การที่มีเลือดออกมาก ไม่ได้แปลว่าเรียบร้อยแล้ว ต้องเห็นเนื้อเยื่อสีขาวๆลักษณะเป็นถุง คล้ายๆ กระเพาะปลา เป็นขุยๆรอบๆ หรืออาจเห็นตัวอ่อน (เกิน 9 wks) ถ้าไม่เห็น หรือไม่แน่ใจ หรือหล่นลงในโถ ขณะไปเข้าห้องน้ำ ก็ต้องตรวจ ultrasound ใน1-2 อาทิตย์ต่อมา เพื่อดูว่า ถุงของการตั้งครรภ์ ยังอยู่หรือไม่ หรือเห็นหัวใจเด็ก ยังเต้นอยู่หรือเปล่า ถ้ายังมี การตั้งครรภ์นั้นอาจดำเนินต่อไปได้ ทั้งๆที่มีเลือดออก ถ้าไม่มี แต่ยังมีเลือดออกมาก ก็อาจเป็นการแท้งค้างหรือไม่ครบ ซึ่งการรักษา อาจใช้ยา cytotec ซ้ำ หรืออาจต้องขูดมดลูก อาการแพ้ท้อง ขึ้นอยู่กับว่า ยังท้องอยู่หรือไม่ หรือในบางกรณี ถ้ายังมีเนื้อเยื่อบางส่วน(chorionic villi)ที่ยังสร้าง ฮอร์โมน hcg ยังออกไม่หมด ก็จะยังแพ้ท้องอยู่และถ้า ตรวจปัสสาวะพบว่ายังตั้งครรภ์ ทั้งๆที่จริงออกไปแล้ว ประจำเดือน เดือนหน้าก็อาจไม่มา หรือ มาช้า

 

การตั้งครรภ์และการแพ้ท้อง

 

การตั้งครรภ์

การตั้งครรภ์ คือ ช่วงระยะเวลาเริ่มหลังจากการปฏิสนธิ โดยที่ตัวอสุจิ (sperm) ผสม (conceive) กับ ไข่ (egg)ในสภาวะและเวลาที่เหมาะสม จนถึงการคลอด โดยในมนุษย์ใช้เวลาในการตั้งครรภ์ 36 สัปดาห์ หรือ 9 เดือน

 

สภาวะที่เหมาะสมในการเริ่มตั้งครรภ์

1.ไข่ต้องสมบูรณ์

โดยทั่วไปผู้หญิงจะมีไข่เดือนละ 1 ใบ อยู่ในรังไข่ข้างใดก็ได้ ประมาณกึ่งกลางรอบเดือนซึ่งมักจะตรงกับวันที่ 14 หล้งจากวันที่มีประจำเดือนวันแรก ไข่จะเคลื่อนที่เพื่อเตรียมผสม

2.อสุจิต้องแข็งแรงและมีปริมาณมากพอ

ทั้งนี้เพราะกว่าจะไปถึงไข่ อสุจิต้องผ่านสภาพความเป็นกรดด่างในช่องคลอด ผ่านโพรงมดลูก ในระหว่างนี้อสุจิบางส่วนอาจวิ่งไปคนละทางกับเป้าหมาย ทำให้เหลืออสุจิรอดไปถึงไข่ได้ไม่มาก สุดท้ายอสุจิที่หาไข่เจอจะต้องมีความสามารถในการเจาะไข่เพื่อผสมได้ด้วย จึงจะเกิดการตั้งครรภ์ โดยปกติไข่1ใบจะผสมกับอสุจิได้เพียง1ตัวเท่านั้น

 

อาการของการตั้งครรภ์

เมื่อมารดามีการตั้งครรภ์จะมีเริ่มมีอาการที่สังเกตได้ดังต่อไปนี้เช่น การขาดประจำเดือน, การเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน, การเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิของมารดา ถ้ามีความวิตกกังวลก็อาจทำให้ประจำเดือนคลาดเคลื่อนได้

 

จะได้รู้ได้อย่างไรว่ากำลังตั้งครรภ์

หากกำลังสงสัยหรือมีประจำเดือนมาไม่เป็นปกติ หรือมีอาการที่น่าสงสัยดังที่กล่าวมาด้านบน คุณสามารถตรวจทดสอบการตั้งครรภ์ได้ด้วยตัวเอง ปัจจุบันมีอุปกรณ์ตรวจการตั้งครรภ์ขายอยู่ ท่านสามารถซื้อหามาตรวจได้ด้วยตัวเอง

 

ที่ตรวจครรภ์จะมีทั้งหมด 3 แบบ แบ่งตามลักษณะของการนำชุดตรวจครรภ์ไปใช้ดังนี้

1. ที่ตรวจครรภ์แบบจุ่ม (Cassette)

แบบนี้ต้องวิธีการใช้งานคือ ต้องนำปัสสาวะใส่ภาชนะแล้วนำชุดตรวจที่มีลักษณะเป็นแถบกระดาษจุ่มลงไป

2. ที่ตรวจครรภ์แบบหยด (Midstream)

แบบที่สองนี้จะมีวิธีการใช้ โดยการ นำปัสสาวะใส่ภาชนะเช่นกัน แต่จะมีหลอดดูดปัสสาวะ เพื่อนำมาหยดใส่ที่ตรวจครรภ์อีกครั้งหนึ่ง

3. ที่ตรวจครรภ์แบบผ่าน (Strip)

แบบสุดท้ายนี้เป็นแบบที่เรานำที่ตรวจครรภ์ไปจ่อให้ตรงกับปัสสาวะที่เราบ่อยออกมาได้เลย

 

คำแนะนำสำหรับคุณแม่คนใหม่

เมื่อคุณสุภาพสตรีทราบแน่ชัดว่ามีการตั้งครรภ์ควรรีบปรึกษาแพทย์ทันที่ เพื่อให้แพทย์ดูแลทั้งคุณแม่และคุณลูกให้มีสุขภาพแข็งแรงสมบูรณ์ตลอดระยะเวลา การตั้งครรภ์รวมทั้งจะได้เข้าใจในการเปลี่ยนแปลงของร่างกายหรือความผิดปกติ ที่อาจเกิดขึ้นเพื่อให้คุณแม่สามารถปฏิบัติตัวได้ถูกต้อง

 

การปฏิบัติตนในระหว่างตั้งครรภ์

อาหาร เป็นสิ่งสำคัญมากเพราะอาหารและทุกสิ่งที่คุณแม่รับประทานจะมีผลต่อทารกในครรภ์ทั้งสิ้น ดังนั้นจึงควรรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ให้ครบ 5 หมู่ วันละ 3 มื้อ อาหารที่ควรรับประทานได้แก่ อาหารที่มีโปรตีนและแคลเซียมสูง เช่น เนื้อสัตว์ นม ไข่ ถั่วต่าง ๆ ผักใบเขียว ผลไม้ รวมทั้งยา วิตามินที่ได้รับจากการฝากครรภ์

 

อาหารที่ไม่ควรรับประทาน

ได้แก่ อาหารเผ็ดจัด เค็มจัด อาหารที่สุก ๆ ดิบ ๆ ของหมักดอง ผงชูรส ชา กาแฟ เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ บุหรี่

 

การขับถ่าย

หญิงตั้งครรภ์มักจะมีปัญหาท้องผูก ซึ่งก็สามารถแก้ไขได้โดยการรับประทานอาหารที่มีกากใยมาก ๆ ได้แก่ ผัก ผลไม้ และดื่มน้ำสะอาดมาก ๆ อย่างน้อยวันละ 6-8 แก้ว ถ้าท้องผูกมาก ๆ ควรรีบปรึกษาแพทย์

 

การพักผ่อน

ควรนอนวันละ 6-8 ชั่วโมง และควรหาเวลาพักผ่อนบ้างในตอนกลางวัน ไม่ควรยกของหนักและยืนนาน ๆ

 

การออกกำลังกาย

จะช่วยให้ระบบย่อยอาหารทำงานได้ดี หญิงตั้งครรภ์สามารถทำงานบ้านได้ตามปกติ การเดินเล่นในที่อากาศปลอดโปร่ง บริหารกายด้วยท่าง่าย ๆ เป็นสิ่งที่ดีต่อร่างกาย แต่ไม่ควรหักโหมจนเหนื่อยหรืออ่อนเพลียเกินไป

 

การดูแลสุขภาพฟัน

หญิงตั้งครรภ์มักมีปัญหาเหงือกอักเสบและฟันผุง่าย จึงควรแปรงฟันหลังรับประทานอาหารทุกมื้อ และพบทันตแพทย์อยู่เสมอเพื่อตรวจเช็คสุขภาพในช่องปาก

 

เสื้อผ้า

ควรใส่เสื้อผ้าที่หลวม ๆ เลือกใช้ยกทรงที่มีขนาดเหมาะสมใส่สบาย พยุงทรงได้ดี รองเท้าควรเป็นรองเท้าส้นเตี้ย

 

การมีเพศสัมพันธ์

ควรงดในระยะใกล้คลอดหรือเมื่อมีอาการเลือดออก ในรายที่มีปัญหาอื่นควรปรึกษาแพทย์

 

อาการผิดปกติที่ควรพบแพทย์ทันที

1.คลื่นไส้อาเจียนมากผิดปกติ
2.มีเลือดออกทางช่องคลอด
3.ตกขาวมาก คันช่องคลอด
4.ปวดศีรษะ ตาพร่ามัว
5.น้ำหนักตัวเพิ่มอย่างรวดเร็ว
6.บวมตามหน้า แขน ขา
7.มีไข้สูง ปัสสาวะแสบขัด
8.ลูกดิ้นน้อยลง (อย่ารอจนลูกไม่ดิ้น)
9.มีน้ำใส ๆ คล้าย ๆ ปัสสาวะออกทางช่องคลอด
10.ปวดท้องหรือท้องแข็งแกร็งบ่อยมาก
11.สิ่งที่ควรนำมาโรงพยาบาลเมื่อมาคลอด
12.ของใช้ส่วนตัวสำหรับคุณแม่
13.ของใช้สำหรับเด็กอ่อน
14.หลักฐานในการทำสูติบัตร ได้แก่ สำเนาทะเบียนบ้าน สำเนาบัตรประชาชนของคู่สมรส สำเนาทะเบียนสมรส (ถ้าจดทะเบียน) ชื่อบุตร (จะเป็นชื่อจริงหรือชื่อเล่นก็ได้)

 

อาการแสดงว่าใกล้คอลด ควรรีบมาโรงพยาบาล

1.มีมูกเลือดออกมาทางช่องคลอด
2.มีน้ำเดิน
3.มีอาการเจ็บท้องถี่ขึ้นเรื่อย ๆ

 

การคลอด

ปรกติเมื่อมีอายุครรภ์ได้ 9 เดือนเต็ม หรือประมาณ 281 วันจะครบกำหนดคลอด แต่ก็จะมีคุณแม่ประมาณ 4% ที่จะคลอดก่อนกำหนดหรือคลอดหลังกำหนด ซึ่งอาจจะช้าหรือเร็วกว่ากำหนดประมาณ 10 วัน

การคลอดก่อนกำหนด หมายถึง การที่คุณแม่คลอดทารกออกมาตอนมีอายุครรภ์ไม่ถึง 40 สัปดาห์ซึ่งเด็กที่เกิดมาส่วนมากจะมีน้ำหนักน้อยกว่า 2500 กรัม

การคลอดเกินกำหนด หมายถึง การที่คุณแม่คลอดทารกออกมาช้ากว่ากำหนด เมื่อครรภ์มีอายุครบกำหนดคลอดมากกว่า 10 วัน

 

อาการผิดปกติของมารดาในระหว่างตั้งครรภ์ที่ควรมาพบแพทย์ทันที

1.มีเลือดออกจากช่องคลอด

เมื่อตั้งครรภ์ประมาณเดือนเศษ คุณแม่บางคนอาจจะมีเลือดออกมาทางช่องคลอดเพียงเล็กน้อย เพียงแค่วันสองวันก็จะเงียบหายไป เป็นเรื่องที่ปกติที่เรียกว่า “เลือดล้างหน้า? แต่ถ้าสามวันแล้วเลือดไม่ยอมหยุด แม้จะออกเพียงแค่กระปิดประปอยก็ตาม คุณแม่ก็ต้อง ไปพบแพทย์แล้ว เพื่อตรวจหาสาเหตุว่า เลือดนั้นออกมาจากตรงส่วนไหน หรือจากอะไรกันแน่ เป็นการตั้งครรภ์ไข่ฝ่อ คือไม่มีตัวเด็กหรือเปล่า หรือว่าเป็นอย่างอื่น เพราะการที่เลือดออกหลายๆ ครั้งในคุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์นั้น มันเป็นเรื่องที่ผิดปกติอย่างแน่นอน

2.อาการปวดท้อง หรือเป็นตะคริว ซึ่งเพิ่มความปวดขึ้นเรื่อยๆ หรือมีอาการปวดมากกว่า 24 ชั่วโมง

3.มีน้ำเดิน (สิ่งขับถ่ายทางช่องคลอด)

บางครั้งที่น้ำเดินเกิดขึ้นห่างจากวันครบกำหนดคลอดมาก ลูกในครรภ์ก็ยังเล็กอยู่ เมื่อประสบเหตุการณ์เช่นนี้ไม่ว่าลูกจะครบกำหนดหรือไม่ ควรรีบไปหาหมอทันที หมอจะทำการตรวจภายในเพื่อดูว่าเยื่อหุ้มลูกแตกหรือไม่ หรือถ้ายังไม่ครบกำหนดคลอด แต่ถ้ามีอาการบ่งบอกมีการติดเชื้อขึ้นมาหมอก็ต้องยุติการตั้งครรภ์ ถึงแม้ยังไม่ครบกำหนดคลอด เพราะเด็กในครรภ์อาจจะติดเชื้อและเกิดอันตรายได้

4.มีไข้สูง ไม่ควรซื้อยามารับประทานเอง ให้รีบมาพบแพทย์เพื่อการวินิจฉัย และรักษาต่อไป

5.ปวดศีรษะอย่างรุนแรง ทานยาแล้วไม่หาย หรือสายตาพร่ามัว

6.อาเจียน

อาการคลื่นไส้ อาเจียน เวียนศีรษะจะพบได้ 1 ใน 3 ของหญิงตั้งครรภ์ทั้งหมด มักจะเกิดระหว่างอายุครรภ์ 6-12 สัปดาห์ และจะหายไปเองภายหลังอายุครรภ์ 12 สัปดาห์ แต่บางรายอาจเป็นนานกว่านั้นก็ได้ ถ้าอาการคลื่นไส้อาเจียนเป็นมาก และเป็นตลอดทั้งวัน จนกระทั่งร่างกายได้รับอาหารและน้ำไม่เพียงพอ ทำให้มีผลร้ายอื่นๆ ตามมาจนอาจเป็นอันตรายได้ ถ้าได้รับการช่วยเหลือและดูแลไม่ทัน

7.ทารกในครรภ์หยุดดิ้นหรือดิ้นน้อยลง

ถ้ามารดารู้สึกว่าทารกในครรภ์ดิ้นน้อยลงหรือลดลง เป็นสัญญาณอันตรายที่มารดาต้องรีบมาพบแพทย์โดยเร็ว เพื่อตรวจวินิจฉัยต่อไปว่าทารกในครรภ์มีสุขภาพเป็นอย่างไรและต้องให้การรักษาหรือไม่ ซึ่งการที่ทารกในครรภ์ดิ้นน้อยลงมักเกิดร่วมกับภาวะขาดออกซิเจนของทารกในครรภ์ และก่อนที่ทารกในครรภ์จะเสียชีวิต 12-48 ชั่วโมงจะพบว่ามารดาจะให้ประวัติว่าทารกดิ้นน้อยลงหรือหยุดดิ้น ดังนั้นการบันทึกหรือนับการดิ้นของทารกในครรภ์จะช่วยในการค้นหาหรือแก้ไขภาวะ ที่อาจทำให้ทารกในครรภ์เสียชีวิตได้

 

การคุมกำเนิด

ยาคุมฉุกเฉิน  เมื่อแผนการคุมกำเนิดผิดพลาด เช่น ถุงยางรั่ว ลืมกินยา เกินสองวัน นับวันผิด ฯลฯ มีเพศสัมพันธ์ โดยไม่ตั้งใจ หรือถูกข่มขืน “ยาคุมฉุกเฉิน” อาจนับเป็นทางเลือกที่ดีแต่ในกรณีที่นอกเหนือไปจากนี้หากทางเลือกของคุณยังคงเป็นยาคุมฉุกเฉินมีเรื่องอีกมากที่คุณต้องรู้ “ทุกวันนี้ บ้านเราต้องเผชิญกับ ความสูญเสีย จากการทำแท้งปีละมากมายมหาศาล ถ้าเราเอาตัวเลขการทำแท้งที่พูดกันตั้งแต่เมื่อ ๒๐ ปีก่อน ปีละ ๓ แสนคน คูณค่าใช้จ่ายคนละ ๑ หมื่นบาทก็เป็นเม็ดเงินถึงปีละ ๓,๐๐๐ ล้านบาท ตัวเลขนี้ยังไม่รวมถึงความเสี่ยงที่ผู้หญิงต้องเผชิญกับปัญหาความไม่ปลอดภัยจากการทำแท้ง ความบอบช้ำทางร่างกายและจิตใจที่ประเมินค่าไม่ได้ ดิฉันคิดว่าถ้าหากเราให้ความรู้เรื่องวิธีการใช้ยาคุมฉุกเฉินอย่างถูกต้องก็น่าจะเป็นทางออกหนึ่งของผู้หญิงที่ไม่พร้อมจะตั้งครรภ์และไม่ต้องการทำแท้ง”

.

ยาเม็ดคุมกำเนิดฉุกเฉิน เป็นยาที่มีส่วนประกอบ เหมือนยาคุมกำเนิดแบบธรรมดาแต่มีปริมาณยามากกว่า มีสองแบบ คือ แบบฮอร์โมนเดี่ยวซึ่งมีฮอร์โมนโปรเจสตินเพียงอย่างเดียวและแบบฮอร์โมนผสมซึ่งประกอบด้วยฮอร์โมนเอสโตรเจนและโปรเจสตินรวมกัน แบบฮอร์โมนเดี่ยวมีข้อดีคือ มีประสิทธิภาพในการป้องกันการตั้งครรภ์ได้ ๘๕ เปอร์เซ็นต์ซึ่งมากกว่าแบบฮอร์โมนผสมซึ่งมีประสิทธิภาพเพียง ๗๕ เปอร์เซ็นต์และมีผลข้างเคียง (เช่น คลื่นไส้อาเจียน) น้อยกว่า ในตลาดยาบ้านเรามีเฉพาะยาเม็ดคุมกำเนิดฉุกเฉินแบบฮอร์โมนเดี่ยว อาจารย์กฤตยาอธิบายกลไกการทำงานของยาคุมฉุกเฉินว่า “ยาคุมตัวนี้ จะเข้าไปขัดขวางการตกไข่หรือทำให้การตกไข่ช้าไปกว่าเดิมและอาจมีผลทำให้เนื้อเยื่อของผนังมดลูกที่กำลังก่อตัวหนาขึ้นเพื่อเตรียมรับการฝังตัวของไข่อ่อนแอลง รวมทั้งมีผลอื่น ๆที่จะไปขัดขวางการผสมระหว่างไข่กับอสุจิโดยตรง พูดง่าย ๆว่ามันจะทำงานตั้งแต่ตัวอ่อนยังไม่เกิด ถ้าตัวอ่อนเกิดแล้วมันจะไม่ไปขัดขวางการพัฒนาของตัวอ่อนเลย

.

            ดังนั้นยาตัวนี้จึงไม่ใช่ยาทำแท้ง” โดยทั่วไปเมื่อเกิดกรณีฉุกเฉิน เช่น คุมกำเนิดผิดพลาด ถูกข่มขืน ฯลฯ ผู้ใช้จะต้องกินยาเม็ดคุมกำเนิดฉุกเฉินเม็ดแรกภายใน ๗๒ ชั่วโมง หรือภายในสามวันและกินเม็ดที่ ๒ หลังจากนั้นอีก ๑๒ ชั่วโมง ซึ่งวิธีนี้ ได้รับการยืนยันผลจากงานวิจัยในหลายประเทศว่าสามารถป้องกันการตั้งครรภ์ ได้ถึง ๗๕-๘๕ เปอร์เซ็นต์ แต่ปัญหา ที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน ก็คือ ได้มีผู้หัน มานิยมใช้ ยาเม็ดคุมกำเนิดฉุกเฉินแทนการคุมกำเนิดแบบปรกติ

.

ซึ่งวิธีดังกล่าวเสี่ยงต่อการตั้งครรภ์ทั้งยังเป็นอันตรายต่อผู้ใช้มากกว่าที่สำคัญผู้ใช้ส่วนใหญ่ไม่มีความรู้เกี่ยวกับการใช้ยาเม็ดคุมกำเนิดฉุกเฉินมากพอ และข้อมูลในใบกำกับยาเองก็ยังเป็นปัญหาการตั้งครรภ์ไม่พึงประสงค์และปัญหาสุขภาพด้านอื่น ๆ จึงเกิดขึ้นตามมา นอกจาก การกินยาเม็ด คุมกำเนิดฉุกเฉินแล้ววิธีคุมกำเนิดฉุกเฉินอีกแบบหนึ่งที่ใช้ได้เมื่อถึงคราวจำเป็น คือ การกินยาคุม แบบธรรมดา แต่เพิ่มปริมาณมากขึ้น อาจารย์รวงทิพย์ ธัญพิสิฐ จากภาควิชาเภสัชศาสตร์สังคมจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยอธิบายถึงวิธีกินยาแบบนี้ว่า “ตามปรกติ ยาคุมแบบธรรมดา จะมีฮอร์โมนอยู่ในระดับต่ำแต่สามารถป้องกันการตั้งครรภ์ได้โดยต้องกินทุกวัน ถ้าต้องการกินเพื่อคุมกำเนิดแบบฉุกเฉินจะต้องเพิ่มปริมาณยาเป็นสองหรือสามเม็ดเพื่อให้ปริมาณฮอร์โมนสูงเท่า ๆ กับยาคุมฉุกเฉินแบบเม็ดเดียวแต่ผู้ใช้ยาควรศึกษาให้ดีก่อนเพิ่มปริมาณยาเพราะยาคุมแบบธรรมดาแต่ละยี่ห้อมีปริมาณฮอร์โมนในยาแต่ละเม็ดไม่เท่ากัน” ปัญหาที่น่าเป็นห่วงในขณะนี้คือจำนวนผู้ใช้ยาผิดวัตถุประสงค์หรือไม่ได้ใช้ในกรณีฉุกเฉินเพิ่มมากขึ้น อย่างเห็นได้ชัด จากงานวิจัย ของ สงวน ลือเกียรติบัณฑิต ซึ่งทำการสอบถาม ผู้ใช้ยา จำนวน ๖๐ คน พบว่า กลุ่มตัวอย่าง ใช้ยาเฉลี่ย เดือนละ ๓.๖ เม็ด ซึ่งแสดงว่ากลุ่มตัวอย่างใช้ยาอยู่เป็นประจำไม่ได้ใช้ในกรณีฉุกเฉินตามที่ควรจะเป็น

.

นายแพทย์มงคล ณ สงขลา กล่าวถึงสถานการณ์การใช้ยาคุมฉุกเฉินในปัจจุบันว่า “เพื่อนหลายคน ที่เปิดร้านขายยาเล่าให้ฟังว่า ทุกวันนี้มีคนใช้ยาตัวนี้กันอย่างแพร่หลายโดยเฉพาะในหมู่วัยรุ่นที่น่าตกใจก็คือคนซื้อกลับเป็นผู้ชายซึ่งไม่ใช่คนกินส่วนผู้หญิงซึ่งเป็นคนกินกลับไม่ได้ซื้อ” สาเหตุหนึ่งที่ผู้ชายจำนวนมากหันมาซื้อยาเม็ดคุมกำเนิดฉุกเฉินให้คู่นอนของตนมาจากทัศนคติไม่ดีเกี่ยวกับถุงยางอนามัยที่ว่า “ใช้แล้วไม่เป็นธรรมชาติ” หรือ “ถุงยาง เหมาะสำหรับโสเภณี” บ้างก็อ้างว่าถุงยางอนามัยเป็นสัญลักษณ์ของความไม่ไว้เนื้อเชื่อใจกันแต่จากประสบการณ์ของอดีตนักเที่ยว ซึ่งเข้าร่วมสัมมนาครั้งนี้ด้วยพบว่า เหตุผลหนึ่งที่ผู้ชายนิยมใช้วิธีนี้ก็คือสะดวกดี ผลจากทัศนคติดังกล่าวผู้หญิงจึงตกอยู่ในอันตรายโดยไม่รู้ตัวเพราะการกินยาเม็ดคุมกำเนิดฉุกเฉินบ่อยครั้งทำให้ผู้หญิงได้รับฮอร์โมนบางตัวสูงเกินไป ซึ่งก่อให้เกิดผลข้างเคียงมากมายและการมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ใช้ถุงยางอนามัยยังทำให้เสี่ยงต่อการติดเชื้อเอดส์ง่ายขึ้นด้วย ผู้เข้าร่วมสัมมนาท่านหนึ่งเล่าประสบการณ์ จากการทำงานกับกลุ่มผู้ใช้แรงงานในโรงงานให้ฟังว่า “เดี๋ยวนี้ แฟชั่นยอดฮิตของผู้ชายในโรงงานคือพกยาคุมฉุกเฉิน ติดกระเป๋าตลอดเวลา เขาบอกว่าเพศสัมพันธ์เกิดขึ้นได้โดยไม่คาดฝันไม่เลือกสถานที่และไม่เลือกเวลา ดิฉันถามเขาว่า เวลาให้ผู้หญิงกินพูดว่าอย่างไรเขาบอกว่าจะอ้างว่าเป็นยาบำรุงพอให้กินบ่อยครั้งผู้หญิงเริ่มสงสัยก็เปลี่ยนเป็น ใช้วิธีอื่นแทน”

.

จากกลุ่มศึกษาปัญหายา กล่าวถึงผลข้างเคียงที่จะเกิดขึ้นกับผู้ใช้ยาว่า “งานวิจัย เมื่อปีที่แล้ว ได้ผลออกมาว่า ยาตัวนี้มีผลข้างเคียงมากมาย ทั้งคลื่นไส้อาเจียน ปวดหัว ประจำเดือนมามาก หรือน้อยเกินไป ซึม ง่วง ท้องเสีย ทั้งยังพบว่า มีอัตราเสี่ยงที่จะเกิดมะเร็งเต้านมด้วย ผู้หญิงที่กินยาตัวนี้มากเกินไปอาจเป็นอันตรายอย่างคาดไม่ถึงเพราะยาตัวนี้ผลิตขึ้นมา สำหรับกรณีฉุกเฉินไม่ใช่สำหรับใช้เป็นประจำ″ แนวทางการแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับเม็ดยาคุมกำเนิดฉุกเฉินว่าควรเรียกร้องให้สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาแก้ไขใบกำกับยาให้ถูกต้องโดยเร็วที่สุดและองค์กรต่าง ๆทั้งภาครัฐและเอกชน อาทิ กระทรวง สาธารณสุข องค์กรพัฒนาเอกชน ร้านขายยา และสื่อมวลชน จะต้องช่วยกัน เผยแพร่ข้อมูล ที่ถูกต้อง สู่ประชาชน เพื่อลดอันตรายจากการใช้ยาพร่ำเพรื่อรวมทั้งเผยแพร่ยานี้ให้เป็นที่รู้จักในฐานะที่เป็นทางเลือกหนึ่งสำหรับผู้หญิงที่ไม่พร้อมตั้งครรภ์แต่อยู่ในกรณีฉุกเฉินจริง ๆ

จะแน่ใจได้อย่างไรว่าท้อง

 

การตรวจ ultrasound ทางหน้าท้อง ในกรณีที่ท้องอ่อนๆอาจมองไม่เห็นการตั้งครรภ์ได้ หรือถ้าไม่ได้กลั้นปัสสาวะมาก่อน ภาพก็อาจไม่ชัด หรือบางคนกินยาขับ ยาสตรีมา อาจมีเลือดออกอยู่ในโพรงมดลูกบ้าง ทำให้ไปบังมองไม่เห็นถุงของการตั้งครรภ์ หรือถ้าผู้ตรวจรีบไม่ได้ใช้เวลาดูให้ดีพอ ก็อาจยังตรวจไม่พบ ซึ่งจริงๆแล้ว อาจตรวจปัสสาวะช่วยยืนยันการตั้งครรภ์ได้อีกวิธี เพราะชุดตรวจสอบปัสสาวะปัจจุบันมีความไวสูง อาจบอกได้ดีกว่า ultrasoundว่าตั้งครรภ์หรือไม่ แต่ที่เขาไม่ทำก็เพราะว่า แม้ว่าตรวจพบว่าตั้งครรภ์ แต่ไม่สามารถบอกได้ว่า ท้องนอกมดลูกหรือไม่ ขืนไปทำให้ แล้วไม่ได้ตรวจสอบ สิ่งที่ดูดออกมาให้ดี (ซึ่งเล็กๆจะดูยาก) ปล่อยให้คุณกลับบ้านไป โดยคิดว่าเรียบร้อยแล้ว แล้วคุณกลับไปปวดท้อง ตกเลือด เนื่องจาก ท้องนอกมดลูกแตก ก็จะมาโทษว่าทางเขาทำไม่ดีก็จะเสีย จะเดือดร้อน อีกอย่างถ้าท้องเล็กเกิน ปากมดลูกจะเล็ก แข็ง ปิด การใส่เครื่องมือจะทำได้ยากกว่า ท้องที่โตขึ้นมาอีกหน่อย ซึ่งอาจทำให้ปากมดลูกฉีกขาด มดลูกทะลุ ได้ง่ายกว่า และถ้าระวังมากไป ใส่เครื่องมือไม่สุด อาจดูดได้แต่เยื่อบุมดลูก แต่ถุงของการตั้งครรภ์ยังอยู่ ทำให้การตั้งครรภ์นั้นดำเนินต่อไปได้

 

สรุปว่าเล็กเกินไปก็ไม่เหมาะที่จะทำ แต่ใหญ่เกินไปก็ไม่ดี เมืองนอกเขาใช้ยา แต่ยาก็ไม่ 100%เหมือนกัน และยาบางตัวเมืองไทยก็ยังไม่ได้รับอนุมัติให้ใช้อย่างถูกต้องตามกฏหมาย แม้ว่าจะเห็นคนใช้กันเยอะแยะกันไปหมด โดยเฉพาะกรณีท้องนอกมดลูก ปํจจุบันมีการศึกษาว่าสามารถใช้ยารักษาได้ผลถึง 70-80% โดยไม่ต้องผ่าตัดสามารถ preserved ปีกมดลูกไว้ได้และยังทำงานได้ด้วย ซึ่งการรอ อีก 2 อาทิตย์ก็อาจจะเสียโอกาสตรงนี้ไป ต้องผ่าอย่างเดียว แต่บางสถาบัน เช่นจุฬา ก็ยังผ่าอย่างเดียว ไม่ได้ลองใช้ยาดูก่อน

 

กรณีของคุณ ถ้ากังวลมากอาจไปตรวจที่โรงพยาบาลโดยขอให้หมอตรวจ ultrasoundโดยใช้หัวตรวจชนิดสอดเข้าทางช่องคลอดอาจทำให้เห็นชัดกว่า ตรวจพบได้เร็วขึ้น แต่ค่าตรวจก็จะแพง หลายร้อย ไม่ใช่ 150 บาท ที่คุณตั้งข้อสังเกตุว่าอาจถูกหลอกเอาเงินน่ะดีแล้ว เพราะมีหลายคลีนิคมากที่ หลอกกิน ฟรี ไม่ท้องบอกว่าท้อง แล้วหลอกฉีดยา จัดยาให้กิน แนะให้ไปตรวจที่โรงพยาบาลของรัฐ หรือซื้อที่ตรวจมาตรวจด้วยตัวเองก่อนเป็นเบื้องต้น จะสบายใจกว่า ถ้าไปคลีนิคที่ไหนที่เขาจะใช้ยา ให้ถามเขาว่า ถ้าไม่ออกจะคืนเงินให้หมดใช่ไหม และถ้ามีผลแทรกซ้อนเขาจะรับผิดชอบรักษาให้ฟรีหรือรับผิดชอบค่าใช้จ่ายกรณีที่ต้องเข้า โรงพยาบาลใช่ไหม และค่าใช้จ่ายที่เขาจะเก็บคือแค่นั้นใช่ไหม ไม่ใช่นัดมาหลายๆครั้งเก็บเงินทุกครั้งจนบางคนหมดเป็นหมื่นก็มี ถ้าคำตอบคือไม่ ขอให้คุณเดินออกจากร้านไปเลย ไม่ต้องไปสนใจ คุณกำลังจะถูกหลอก