คำถามที่พบบ่อย

 

– ยาเหน็บช่องคลอดเพื่อทำแท้งออกฤทธิ์อย่างไร ?
ยาเหน็บทำแท้ง cytotec เมื่อถูกความชื้นจะละลาย ตัวยาสามารถดูดซึมผ่านเส้นเลือดฝอยที่ผนังช่องคลอดและปากมดลูก ระดับยาในเลือดจะสูงขึ้นอย่างช้าๆแต่คงอยู่เป็นเวลานาน แนะนำเหน็บยาทุก 12 ชั่วโมง การเหน็บยาไซโตเทคจึงได้ผลดีกว่าวิธีกินยาค่ะ

 

– ตั้งครรภ์แต่ไม่อยากเหน็บยาทำแท้ง กลัวเจ็บ มีวิธีบริหารยาทางอื่นหรือไม่ ?
ยาเหน็บทำแท้งไซโตเทค ใช้เป็นยากิน อมใต้ลิ้น อมในกระพุ้งแก้ม สอดทางทวารหนัก ก็ได้ผลทำให้มดลูกหดรัดตัว ปากมดลูกเปิดเกิดการแท้งได้ แต่วิธีกินยานั้น ยาจะดูดซึมเร็ว ระดับยาในกระแสเลือดสูงขึ้นและลดลงอย่างรวดเร็ว

 

– เว็บขายยาทำแท้ง มีวิธีการใช้ยาแตกต่างกันมาก สับสน ไม่รู้จะเชื่อเว็บไหนดี ?
ถ้าตั้งครรภ์ไม่เกิน 9 สัปดาห์ มีวิธีการใช้ยาดังนี้
1.สูตรขององค์การอาหารและยาของสหรัฐอเมริกา (FDA) กิน Ru-486 600mg อีก 36-48 ชั่วโมง กินไซโตเทค (cytotec) 400mcg
2.สูตรขององค์การอนามัยโลก (WHO) กิน RU-486 200mg อีก 36-48 ชั่วโมงกินไซโตเทค(cytotec) 400mcg หรือเหน็บยาไซโตเทค 800mcg ตั้งครรภ์เกิน 9 สัปดาห์ ใช้ยาเหน็บไซโตเทค เท่านั้น

 

– ท้อง 5 เดือน เว็บขายยาบางเว็บแนะนำให้ใช้ยากินทำแท้ง Ru486 ด้วย ?
Ru-486 ใช้กินร่วมกับยาเหน็บช่องคลอดไซโตเทคได้ผลดีในอายุครรภ์ไม่เกิน 7-9 สัปดาห์ค่ะ ถ้าท้องหลายเดือนแล้วปริมาณ progesterone ในร่างกายสูงมากจนยาไม่สามารถแย่งจับกับ progesterone receptor ได้จึงไม่ได้ผลค่ะ

 

ยาทำแท้งแบบกิน Ru-486 มีชนิด 25mg ?
Ru ชนิดเม็ดละ 25 mg ผลิตขึ้นมาสำหรับกินเป็นยาคุมฉุกเฉินหลังร่วมเพศ ไม่เหมาะจะกินทำแท้งเพราะต้องกินถึง 8 เม็ดจ่ะ

 

– ยาสตรีใช้เป็นยาทำแท้งได้จริงหรือ ?
ยาสตรีมีส่วนประกอบหลักคือแอลกอฮอล์และสาร phytoestrogen ออกฤทธิ์คล้ายฮอร์โมน estrogen จึงอาจทำให้รอบเดือนมาได้ แต่ถ้าตั้งครรภ์กินแล้วไม่แท้งค่ะ

 

ยาขับเลือด ยาขับประจำเดือน ใช่ยาขับเด็กหรือเปล่า ?
ยาสตรีแผนโบราณ เช่น เพ็ญภาค บัวแก้ว เบนโล กินให้ประจำเดือนมาได้ ถ้ายาแผนปัจจุบันก็ Primolut-n แต่ไม่สามารถขับเด็กได้

 

-ท้อง…แต่ยังไม่พร้อม มีวิธีทำแท้งแบบไหนบ้างคะ และผลข้างเคียงเป็นอย่างไร ?
ในการทำแท้งในอายุครรภ์น้อย มีวิธีใช้ยา และใช้เครื่องมือดูดออก ซึ่งแต่ละวิธีจะมีข้อดีข้อเสียต่างกัน ในการใช้ยา ที่ได้ผลและยอมรับทั่วไป ก็จะมี ยากิน RU486 ยาฉีด และยาสอดช่องคลอด cytotec ส่วนใหญ่จะใช้ร่วมกันเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและลดอาการข้างเคียง

 

-หาซื้อยา RU486 กับ Misoprostol ได้ที่ไหน ค่ะ ?
Ru486 ยังไม่อนุญาตให้ขายในเมืองไทย จึงไม่สามารถหาซื้อได้แบบทั่วไป ส่วน Misoprostol หรือ cytotec ไม่อนุญาตให้มีขายตามร้านขายยาทั่วไปแล้ว มีใช้แต่เฉพาะในโรงพยาบาลและต้องมีเหตุผลในการใช้เท่านั้น

 

-จะแน่ใจได้อย่างไรว่าทำแท้งแล้วออกหมดแน่นอน ?
การที่มีเลือดออกมาก ไม่ได้แปลว่าเรียบร้อยแล้ว ต้องเห็นเนื้อเยื่อสีขาวๆลักษณะเป็นถุง คล้ายๆ กระเพาะปลา เป็นขุยๆรอบๆ หรืออาจเห็นตัวอ่อน (เกิน 9 wks) ถ้าไม่เห็น หรือไม่แน่ใจ หรือหล่นลงในโถ ขณะไปเข้าห้องน้ำ ก็ต้องตรวจ ultrasound ใน 2 อาทิตย์ต่อมา เพื่อดูว่า ถุงของการตั้งครรภ์ ยังอยู่หรือไม่ หรือเห็นหัวใจเด็ก ยังเต้นอยู่หรือเปล่า ถ้ายังมี การตั้งครรภ์นั้นอาจดำเนินต่อไปได้ ทั้งๆที่มีเลือดออก ถ้าไม่มี แต่ยังมีเลือดออกมาก ก็อาจเป็นการแท้งค้างหรือไม่ครบ ซึ่งการรักษา อาจใช้ยา cytotec ซ้ำ หรืออาจต้องขูดมดลูก อาการแพ้ท้อง ขึ้นอยู่กับว่า ยังท้องอยู่หรือไม่ หรือในบางกรณี ถ้ายังมีเนื้อเยื่อบางส่วน(chorionic villi)ที่ยังสร้าง ฮอร์โมน hcg ยังออกไม่หมด ก็จะยังแพ้ท้องอยู่และถ้า ตรวจปัสสาวะพบว่ายังตั้งครรภ์ ทั้งๆที่จริงออกไปแล้ว ประจำเดือน เดือนหน้าก็อาจไม่มา หรือ มาช้า แนะนำให้คุณไปตรวจ ultrasound ดูก่อน ถ้ายังตั้งครรภ์อยู่ หรือออกไม่หมด อาจต้องขูดมดลูก หรือใช้ยาซ้ำ(อาจต้องให้ยาอื่นร่วมด้วย เช่น RU486) มีการศึกษาว่าในท้อง 3 เดือนแรก ถ้าให้ Ru486 ก่อนแล้วจึงให้ Prostaglandin จะได้ผลดีกว่ามาก ผลข้างเคียงน้อยกว่า

 

-ยาเหน็บมีกี่ ชนิดค่ะ แต่ละชนิดต่างกันไหมค่ะ มีขายตามร้านขายยาทุกร้านไหมค่ะ ?
ก็ตัวนี้แหละ misoprostol หรือชื่อทางการค้าว่า cytotecเคยมีรายงานเปรียบเทียบประสิทธิภาพ ของ cytotec กับ gemepost ตามหลังการใช้ยา RU486 เพื่อยุติการตั้งครรภ์ ปรากฏว่าได้ผลไม่แตกต่างกัน เพราะฉะนั้นถ้าจำเป็นต้องใช้ยาเหน็บ คิดว่าไม่มีความจำเป็นต้องไปหายาเหน็บตัวอื่นมาใช้อีก นอกจากเขาล่ะ cytotec ตามร้านขายยาใหญ่ๆมักจะมีขาย เนื่องจากยาตัวนี้ ตอนขออนุญาตขึ้นทะเบียน ได้ขอเป็นยารักษาโรค กระเพาะ มีกรรมการท่านนึงได้ให้ข้อสังเกตุว่า ฤทธิ์ของยาต่อมดลูก อาจทำให้มีการนำยามาใช้ในแง่ของสูติ มากกว่าข้อบ่งชี้ที่ บริษัทยาขึ้นทะเบียน ซึ่งก็เป็นจริง

 

-การใช้ยาเหน็บตัวเดียวสามารถแท้งได้หรือไม่ และมีอาการอย่างไรเมื่อใช้ หากใช้ร่วมกับยากินควรกินกับยาอะไร ?
ใช้เป็นยาเดี่ยวๆ ก็ได้ผล แต่ประสิทธิภาพ ขึ้นกับหลายอย่าง เช่น อายุครรภ์ที่ถูกต้อง, เคยมีประวัติการคลอดบุตรมาก่อนหรือไม่, ยาใช้กินหรือใช้สอดช่องคลอด, เม็ดยาแห้ง หรือถูกทำให้เปียกน้ำก่อน ,จำนวนเม็ดที่ใช้ ความถี่ของการใช้ , สภาวะของมูกในช่องคลอด และปากมดลูก เคยมีรายงานว่าได้ผลถึง 92% อาการข้างเคียงพบค่อนข้างบ่อย ปวดเกร็งท้องน้อย มีไข้+/-หนาวสั่น คลื่นไส้ อาเจียน ท้องเสีย ยาที่มีรายงานว่าสามารถใช้กินร่วม เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ และลดอาการข้างเคียง ได้แก่ mifepristone(RU486) ซึ่งเป็น antiprogesterone, tamoxifen ซึ่งเป็น antiestrogen

 

-อยากทราบว่า Cytotec คืออะไรเหรอคะ
cytotec คือยา misoprostol เป็นยา prostaglandin E 1ในเมืองไทยมีขนาดเดียว คือ 200 mcg ขึ้นทะเบียนเป็นยารักษาโรคกระเพาะ มีคุณสมบัติที่ดีหลายๆอย่างในทางสูติ เป็นยาหนึ่งในไม่กี่ตัวที่ทำให้เกิดมิติใหม่ในการรักษาทางสูติ เช่น ใช้เตรียมปากมดลูกก่อนทำหัตถการในมดลูก ใช้ในการทำให้เกิดการแท้ง ใช้กระตุ้นให้เกิดการเจ็บครรภ์คลอด ใช้รักษาอาการตกเลือดจากมดลูกไม่หดตัวหลังการคลอด ได้ผลดีมากในการทำให้เกิดการแท้ง เมื่อใช้ร่วมกับยา mifepristone [ RU 486 ] รายงานใน JAMA ว่าได้ผลถึง 98%ในกรณีที่ท้องไม่เกิน 2 เดือน แต่mifepristone ยังไม่ได้รับอนุญาตให้จำหน่ายในเมืองไทยทำให้มีผู้นำ misoprostol มาใช้เดี่ยวๆ เพื่อให้เกิดการแท้ง

 

-คือหนูท้อง3เดือนแล้วคะ ต้องทำแท้งยังงัยคะ
มีรายงาน ภาควิชาสูตินารีเวช โรงพยาบาลมหาราชนครเชียงใหม่(สวนดอก) ทำการศึกษาในคนไข้ 20 คน ที่ต้องยุติตั้งครรภ์ ในอายุครรภ์14-28 สัปดาห์ โดยใช้ยา cytotec สอดเข้าช่องคลอด ครั้งละ 4 เม็ด ทุก 12 ชม
พบว่าสามารถยุติการตั้งครรภ์ได้ทั้งหมด โดยมีอัตรา complete abortion rate 90% ใช้เวลาเฉลี่ย 21.56+/-13.68 ชม อีกรายงานนึงเป็นของภาควิชาสูตินารีเวช โรงพยาบาลรามาธิบดี ศึกษาคนไข้ 172 คนที่ตั้งครรภ์ในไตรมาสที่ 2 โดยใช้ยา cytotec ครั้งละ 3 เม็ด สอดช่องคลอด ทุก 12 ชม คนไข้แท้งได้ทั้งหมด โดยใช้เวลาเฉลี่ย 24.1+/-21.6 ชม cytotec ปัจจุบันหาซื้อได้แต่ในโรงพยาบาลเท่านั้น เนื่องจากถูกจัดเป็นยาควบคุมพิเศษ

 

-Cytotec + Mifepristone ใช้ร่วมกันอย่างไร ?
ถ้าใช้ cytotec อย่างเดียว main dose =12 เม็ด คือ4-4-4 ถ้าไม่ได้ผลก็ว่ากันใหม่ ว่าจะตื้อใช้ยาต่ออีกนานแค่ไหน ถ้าใช้ ru486 ก็ 200mg (มีเม็ดละ 25,50,200 mgแล้วแต่ที่มา) cytotec ที่ใช้ตามก็ 4 (-2)(-2) เม็ด ถ้าเป็น การใช้ยา ru 486 หรือ mifepristone ร่วมกับmisoprostolหรือ cytotec ผลที่ได้จะดีกว่ามาก

 

-อยากทราบว่าปกติหลังทำแท้งจะต้องใช้เวลาพักฟื้นนานแค่ไหนคะและผลข้างเคียงจะมีอะไรบ้างคะ?
ถ้าทำแบบถูกต้องตามหลักวิชาการ ก็ไม่น่าจะมีผลข้างเคียงอะไร การพักพื้นโดยปกติหนึ่งสัปดาห์ก็พอ แต่การมีเพศสัมพันธ์ควรเป็น 10 -14 วัน หลังทำแล้ว ควรได้คุมกำเนิดทันทีภายในวันสองวัน เพราะหลังจากนี้ 3 – 4 สัปดาห์ ไข่ก็จะตก และพร้อมจะตั้งครรภ์ได้อีก ถ้ามัวแต่รอรอบเดือนมาแล้วค่อยคุม มักจะไม่ทันการณ์

 

-ดูด ออกต่างจากทำแท้ง ยังไงคับ รบกวนด่วน ?
สมัยก่อนเวลาขูดมดลูก จะใช้เครื่องมือเป็นแท่งเหล็ก ส่วนปลายจะเป็นรูปวงรี สอดเข้าไปในโพรงมดลูกแล้วขูดเอาสิ่งต่างๆของการตั้งครรภ์ ทั้งเด็ก ทั้งรก และเยื่อบุมดลูกที่หนาตัวขึ้นมา ออกมาเป็นชิ้นๆ เป็นส่วนๆ การทำนั้นมองไม่เห็นข้างใน อาศัยความรู้สึกของผู้ทำ ทำให้มีผลแทรกซ้อน เช่น มดลูกทะลุ ขูดออกไม่หมด หรือขูดมากไปจนถึงชั้นกล้ามเนื้อมดลูก ทำให้ไม่มีประจำเดือนอีก หรือแท้งง่าย ต่อมามีการพัฒนาเปลี่ยนเป็นหลอดพลาสติกคล้ายหลอดกาแฟ ปลายตัน แต่ใกล้ๆส่วนปลายจะบากเป็นลิ่ม โดยลิ่มข้างนึงลาด อีกข้างตั้งตรงเพื่อใช้ขูดเยื่อบุมดลูกได้ อีกปลายนึงจะสวมกับกระบอก syring 50cc พอดึงก็จะได้สูญญากาศ ดูดเอาเนื้อเยื่อที่ขูดแล้วออกมา จึงเป็น 2แรงแข็งขัน ทำให้การทำง่ายขึ้น ผลแทรกซ้อนน้อยลงกว่าการใช้เครื่องมือแบบเดิม

 

-จำเป็นต้องตรวจอุลตร้าซาวด์หลังใช้ยาทำแท้งหรือไม่ ?
ตอบ ไม่จำเป็น แนะนำให้ตรวจในรายที่มีเลือดออกนานเกิน 3 สัปดาห์หรือมีอาการปวดท้องน้อยร่วมกับมีไข้ การตรวจอุลตร้าซาวด์ช่วยวินิจฉัยว่าแท้งครบหรือไม่

 

-หนูใช้ยาสอดทำแท้ง เด็กคลอดแล้ว(ท้อง 5 เดือน) แต่ทำไมตรวจปัสสาวะยังขึ้น 2 ขีด ?
ตอบ การตรวจปัสสาวะทดสอบการตั้งครรภ์ ต้องทำในช่วงหลังแท้ง 3 สัปดาห์ เพราะถ้าทดสอบก่อน 3 สัปดาห์อาจให้ผลที่ผิดพลาดได้(คือแสดงผลว่าคุณยังท้องอยู่)เพราะร่างกาย
ยังคงมีฮอร์โมนการตั้งครรภ์(BHCG)อยู่

 

-หลังใช้ยาทำแท้ง จะสามารถตั้งครรภ์และมีบุตรได้อีกหรือไม่ ?
ตอบ การทำแท้งด้วยยาไม่มีผลต่อความสามารถในการมีบุตรในอนาคต ควรเริ่มคุมกำเนิดทันทีหลังการแท้ง

 

-การทำแท้งด้วยยาอันตรายมากไหม ?
ตอบ ถ้าทำใน 9 สัปดาห์แรกพบภาวะแทรกซ้อนร้อยละ 2 ซึ่งเทียบเท่ากับผู้หญิงที่แท้งเองตามธรรมชาติ ภาวะแทรกซ้อนจะเพิ่มขึ้นถ้าอายุครรภ์มากขึ้น ดังนั้นการใช้ยาทำแท้ง
ในอายุครรภ์มากๆควรมีผู้ดูแลใกล้ชิด

 

-หนูท้อง 2 เดือน ทำไมต้องใช้ยา 2 ชนิด ใช้เฉพาะยาสอดไซโตเทคไม่ได้หรือ ?
ตอบ ถ้าใช้ยากิน RU-486 ร่วมกับยาสอด cytotec จะมีโอกาสแท้งสำเร็จ 98% เทียบกับใช้ยาสอดไซโตเทคอย่างเดียวมีโอกาสแท้ง 80-85%

 

-ตั้งครรภ์อ่อนๆ แต่อยากกินยาทำแท้ง เพราะสอดยาไม่เป็น
ตอบ แนะนำซื้อยา RU-486 (200mg) 1 เม็ดและไซโตเทค (200mcg) 6 เม็ด เริ่มด้วยกิน RU 1 เม็ด ครบ36ชั่วโมง อมไซโตเทค 4 เม็ดใต้ลิ้น ทิ้งไว้ 30 นาทีจนกว่ายาจะละลายหมด
ระหว่างนี้ให้กลืนน้ำลายได้ หลัง 30 นาทีแล้ว ให้กลืนยาส่วนที่เหลือลงไป อีก 4 ชั่วโมงอมไซโตเทคอีก 2 เม็ดใต้ลิ้น

 

-คลินิกทำแท้งถูกกฎหมายมีไหมค่ะ
ตอบ ไม่มี ยังไม่มีกฎหมายทำแท้งอย่างเสรีในประเทศไทย

 

-อยากทราบสถานที่ทำแท้งที่ปลอดภัย
ตอบ แนะนำเข้าไปดูที่ สมาคมพัฒนาประชากรและชุมชน สุขุมวิท12 (คลินิกมีชัย) หรือ สมาคมวางแผนครอบครัวแห่งประเทศไทย (คลินิกสวท) หรือ โรงพยาบาลคลองตัน

สถานที่รับทำแท้ง

 

ถ้าเป็นของ NGO และให้บริการเรื่องนี้ มีอยู่ 2 แห่ง

 

1)สมาคมพัฒนาประชากรและชุมชน ( คลีนิกมีชัย สุขุมวิท12 )

เป็นของคุณมีชัย วีระไวทยะ อยู่ที่สุขุมวิท ซอย 12 เข้าซอยประมาณ 200เมตรอยู่ขวามือ เปิดให้บริการทุกวัน เวลาราชการโดยประมาณ รับทำ 1-3 เดือน ค่าบริการแบ่งเป็น ค่าตรวจ ultrasound 150 บาท และค่าทำ 1800 บาท รวม 1950 บาท ราคาเดียวไม่ได้ใช้ยาสลบ ให้ทานยาแก้ปวดก่อนทำ เนื่องจากผู้ใช้บริการค่อนข้างมาก และต้องการลดผลแทรกซ้อนจากการใช้ยาสลบ โดยใช้รูปแบบการให้การรักษาเหมือนที่ population council ที่ new york สหรัฐอเมริกา รับผิดชอบทั้งหมดถ้ามีปัญหาเกิดขึ้นจากการทำ รับผิดชอบกรณีที่มีปัญหาหลังทำ โดยไม่คิดค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม ในกรณีที่ท้องโตเกิน 3 เดือน เป็นนโยบายที่จะไม่ให้บริการ มีสาขาหลายแห่ง ในกรุงเทพมีที่สวนจตุจักรใกล้ตลาด อตก ตรวจ ultrasound เฉยๆแล้วส่งเข้าไปทำที่ศูนย์ใหญ่ที่สุขุมวิท 12 ต่างจังหวัด มีสาขาที่เชียงใหม่ เชียงราย โคราช

 

2)สมาคมวางแผนครอบครัวแห่งประเทศไทย (คลินิกสวท)

มีหลายสาขา ในกรุงเทพ สำนักงานใหญ่อยู่ที่ ถนนวิภาวดี ซอย 44 ที่สาขาสามเหลี่ยมดินแดง ที่สาขาปิ่นเกล้าอยู่ใกล้สพานที่จะข้ามไปศิริราช ปกติจะทำในท้องที่โตไม่เกิน 9 อาทิตย์ ค่าบริการ 2500-3500 บาท ไปถึงก็บอกเขาว่าจะมาปรึกษาเรื่องการวางแผนครอบครัว เดี๋ยวเขาก็จะแนะนำต่อให้เอง

 

3)โรงพยาบาลคลองตัน

โรงพยาบาลที่รับวางแผนครอบครัว

3284 ถนน เพชรบุรีตัดใหม่ แขวง บางกะปิ เขต ห้วยขวาง กรุงเทพมหานคร 10310

 

หลั่งนอกจะท้องไหม

 

การมีเพศสัมพันธ์กันตามความเข้าใจของหลายคน คือการสอดใส่อวัยวะเพศชายเข้าไปในช่องคลอดของฝ่ายหญิง และต้องหลั่งน้ำอสุจิข้างในช่องคลอดเท่านั้น จึงจะทำให้ฝ่ายหญิงมีโอกาสท้องได้ ทำให้หลายคนเลือกการมีเพศสัมพันธ์แบบหลั่งข้างนอก เพราะคิดว่าป้องกันการท้องได้ แต่ความจริงคือ….การหลั่งข้างนอกขณะที่หญิงชายกำลังมีเซ็กซ์กัน เป็นเรื่องยากยิ่งสำหรับผู้ชายที่ต้องคอยควบคุมอารมณ์เมื่อกำลังจะถึงจุดสุดยอด เพื่อถอนอวัยวะเพศออกมาหลั่งนอกช่องคลอด โอกาสตั้งท้องยังคงเกิดขึ้นได้ค่อนข้างมาก เพราะในระหว่างการสอดใส่อวัยวะเพศนั้น ถึงน้ำอสุจิของผู้ชายยังไม่หลั่งออกมาแต่ก็จะมีน้ำหล่อลื่นที่หลั่งออกมาก่อนหน้านั้น และอาจมีอสุจิปนออกมาด้วย ถึงจะมีปริมาณน้อยแต่ถ้าอสุจินี้แข็งแรงพอ และสามารถวิ่งผ่านไปผสมกับไข่ได้ก็ทำให้ผู้หญิงท้องได้เหมือนกัน

 

นอกจากนี้ยังอาจทำให้ทั้งสองฝ่ายติดเชื้อโรคทางเพศสัมพันธ์ทั้งกามโรคและเอดส์ได้อีกด้วย เพราะเชื้อเหล่านี้จะอยู่ในน้ำหล่อลื่น และเมื่อทั้งสองฝ่ายต่างสัมผัสน้ำหล่อลื่นของกันและกัน ถ้าฝ่ายหนึ่งมีเชื้อก็จะทำให้ติดต่อไปยังอีกฝ่ายหนึ่งได้ง่าย

 

นอกจากนั้น การตั้งครรภ์ยังอาจเกิดขึ้นได้ แม้ว่าเด็กสาวคนนั้นจะยังไม่เคยมีประจำเดือนมาเลยก็ตาม หรือแม้จะทำความสะอาดทั้งภายนอก และภายในหลังมีเพศสัมพันธ์แล้ว หรือแม้ว่าฝ่ายหญิงจะไม่บรรลุจุดสุดยอดก็ตาม

 

การคุมกำเนิดแบบหน้า 7 หลัง 7

 

หน้า7 หลัง7 คุมกำเนิดได้ผลแค่ไหนผมไม่รู้ใครเป็นคนบัญญัติสูตรนี้ขึ้นมา มันสร้างความเจ็บปวดมาแยะแล้ว สักแต่ได้ยินมาแล้วก็เอามาใช้ ใช้โดยไม่รู้ว่าจริงๆแล้วเป็นอย่างไร บางคนก็ว่าหลังจากรอบเดือนหมดแล้วก็นับหนึ่ง ” ก็..บอกว่า “หลัง” หลังก็ต้องหมดแล้วซิ ” ใช่เลยครับ…..ก็..เรียบร้อยยยย… ท้องซิครับ ความหมายที่แท้จริง 7 หน้าหมายความว่า 7 วันก่อนรอบเดือนจะมา 7 วัน หลังหมายความว่า 7 วันนับจากวันแรกที่รอบเดือนมา

 

สมมุติว่ารอบเดือนมาวันที่ 10 11 12 13 7วันหน้า หรือ7วันก่อนคือวันที่ 3 4 5 6 7 8 9 7 วันหลัง คือวันที่ 10 11 12 13 14 15 16 กรณี 7วันหลัง ถ้าไม่มีการร่วมเพศในวันที่มีรอบเดือน ก็แปลว่าจะมีวันที่มีเพศสัมพันธ์อย่างปลอดภัยแค่ไม่กี่วัน ถ้ามีรอบเดือน 3 วัน ก็มีวันปลอดภัยเหลือ 4วัน ถ้ารอบเดือนมา 5 วันก็จะมีวันปลอดภัยเหลือ 2 วัน ตรงไปตรงมา (ถ้าคุณจะฝ่าไฟแดงก็สามารถทำได้ แต่ก็ควรใช้ถุงยางอนามัยทุกครั้ง ไม่มีอันตรายอะไร) กรณี7วันหน้า หรือ7วันก่อน ก็แปลว่าคุณต้องรู้ว่าจะมีรอบเดือนคราวต่อไปเมื่อไหร่ คุณจึงสามารถกะได้ว่า 7 วันนั้นคือวันที่เท่าไหร่ สมมุติว่าคุณสามารถกะได้ว่ารอบเดือนคุณจะมาเดือนหน้าวันที่ 13 คุณก็รู้ได้ว่าวันปลอดภัยคือวันที่ 6 7 8 9 10 11 12

 

ดังนั้นพอถึงวันที่ 6 คุณก็รู้ว่าถึงวันปลอดภัยแล้ว มีเพศสัมพันธ์กันได้โดยไม่ต้องกังวลใจว่าจะตั้งครรภ์ แล้วจะรู้ได้อย่างไรว่าเดือนหน้ารอบเดือนจะมาเมื่อไหร่การนับวันปลอดภัยนี้ใช้ได ้เฉพาะคนที่มีรอบเดือนมา “สม่ำเสมอ” เท่านั้น เช่น คนหนึ่งมีระยะรอบเดือน28วัน ก็แปลว่าทุกๆ 28 วันก็จะมีรอบเดือนครั้งหนึ่ง เช่น รอบเดือนมาวันแรกวันที่ 20 กันยายน นับมาอีก 28 วัน ครบ28 วันตรงกับวันที่ 17 ตุลาคม พอวันที่18 ตุลาคมรอบเดือนก็จะมา เดือนหน้านับไปอีก 28วัน ก็จะครบ28วันตรงกับวันที่14 พฤศจิกายน รอบเดือนก็จะมาวันที่ 15 พฤศจิกายน อย่างนี้เรียกว่ารอบเดือน”มาสม่ำเสมอ” หรือ”มาตรงกำหนด” (แต่ไม่ตรงวันที่ของปฎิทิน] หรืออีกคนมีระยะรอบเดือน 32 วัน ก็แปลว่าทุกๆ 32 วันจะมีรอบเดือนมาครั้งหนึ่ง เช่น รอบเดือนมา วันที่ 11 เมษายน นับมาอีก 32วัน จะครบวันที่ 12 พฤษภาคม ดังนั้นวันที่ 13 พฤษภาคมรอบเดือนก็จะมา คนๆนี้ก็สามารถคาดได้ว่าเดือนมิถุนายน รอบเดือนจะมาวันที่ 14 มิถุนายน ช่วงปลอดภัยของเธอคือ 7 8 9 10 11 12 13 มิถุนายน

 

กรณีที่รอบเดือนมาไม่สม่ำเสมอ ไม่สามารถใช้วิธีนับวันปลอดภัยได้ อย่างบางคน รอบเดือนมาสะเปะสะปะ เดือนก่อนโน้น มาวันที่ 15ของปฏิทิน เดือนต่อมามาวันที่ 12 แล้วเดือนต่อมามาวันที่ 19 หรือเอาแน่นอนไม่ได้ มาบ้างไม่มาบ้าง อย่างนี้จะใช้วิธีนับวันปลอดภัยไม่ได้ ถ้ามีเพศสัมพันธ์ในวันมีรอบเดือนจะปลอดภัยไหม โดยปกติก็ปลอดภัย ถ้ารอบเดือนคุณไม่มามากกว่าคราวละ 7วัน ถ้ามีเพศสัมพันธ์เลย 7วันหลังไปวันสองวันจะปลอดภัยไหม กรณีนี้ต้องอธิบายยาวหน่อย สิ่งแรกที่คุณต้องทราบก็คือ เมื่อไหร่ก็ตามที่มีไข่สุกแล้วไม่มีการปฏิสนธิ อีก 14 วันรอบเดือนก็จะมา สมมุติว่าไข่ตกวันที่ 12 มิถุนายน แล้วไม่มีเพศสัมพันธ์กันเลย วันที่ 26 มิถุนายน รอบเดือนก็จะมา แล้วจะรู้ได้อย่างไรว่าไข่จะตกเมื่อไหร คนที่รอบเดือนมาไม่สม่ำเสมอหรือมาสะเปะสะปะ มาบ้างไม่มาบ้าง เอาแน่นอนไม่ได้ ก็ไม่มีทางคำนวนได้ แต่ถ้ารอบเดือนมาสม่ำเสมอ คุณกะวันที่รอบเดือนจะมาคราวหน้าได้ คุณก็สามารถกะวันไข่ตกได้ เช่น ระยะรอบเดือนของคุณมาทุก 26 วันแน่นอน ครบ 26 วันก็มา อย่างนี้คุณก็สามารถกะวันรอบเดือนจะมาคราวหน้าได้ เช่น เดือน มิถุนายน รอบเดือนมาวันที่ 11 นับไปอีก 26 วัน ก็ตรงกับวันที่ 6กรกฏาคม ดังนั้นเดือนกรกฏาคม รอบเดือนควรมาวันที่ 7 นับถอยหลังมา 14 วัน ก็จะตรงกับวันที่ 23 มิถุนายน ก็คือวันไข่สุก นั่นคือวันไม่ปลอดภัยสุดๆ แต่การสุกของไข่ก็ไม่ได้เป๊ะๆ อย่างนั้น อาจสุกก่อนหน้านั้นสองวัน หรือหลังนั้นวันสองวันก็ได้ จึงต้องเผื่อไว้อีก 4 วัน คือวันที่ 21 22 24 25

 

ดังนั้นวันไม่ปลอดภัยจึงมี 5 วัน คือวันที่ 21 22 23 24 25 มิถุนายน แต่ไข่เมื่อสุกแล้วก็มีคุณสมบัติที่จะอยู่ผสมได้อีก 24 ชั่วโมง ดังนั้นวันไม่ปลอดภัยจึงมีเพิ่มมาอีก 1วัน คือวันที่ 26 (สมมุติว่ามีเพศสัมพันธ์วันที่ 26 ไข่สุกวันที่ 25 ก็ยังท้องได้) ดังนั้นวันไม่ปลอดภัยจึงเพิ่มมาอีก 1 วัน รวมเป็น 6 วันคือ 21 22 23 24 25 26 ยัง..ยังไม่หมดแค่นั้น เชื้ออสุจิเมื่อเข้ามาในตัวหญิงนั้นมีคุณสมบัติที่จะผสมกับไข่ได้อีก 48 ชั่วโมง ดังนั้นวันไม่ปลอดภัยจึงมีเพิ่มมาอีก 2 วัน คือวันที่ 19 20 (ถ้ามีเพศสัมพันธ์วันที่ 19 แล้วเกิดไข่สุกวันที่ 21 ก็ท้องได้ ) รวมแล้ววันไม่ปลอดภัยจึงมีเพิ่มมาเป็น 8 วัน คือวันที่ 19 20 21 22 23 24 25 26 จะเห็นได้ว่ากรณีนี้ถ้าคุณมีเพศสัมพันธ์เลย 7 วันหลังไป 2 วัน (รอบเดือนมาวันที่ 11 และ7 วันหลังคือ 11 12 13 14 15 16 17 ) คือวันที่19 ก็ไม่ปลอดภัยแล้ว แต่ถ้าเกิดระยะรอบเดือนคุณยาว เช่น 33วันมาครั้ง (ดูตามปฏิทิน รอบเดือนจะเลื่อนออกไปทุกเดือน) กรณีนี้สบายใจได้หน่อย

 

ยกตัวอย่างกรณีข้างต้น เป็นอีกคนที่มีระยะรอบเดือน 33 วัน รอบเดือนมาวันที่ 11 มิถุนายน คราวต่อไป(นับไปอีก 33 วัน) รอบเดือนก็จะมาวันที่ 14 กรกฏาคม ไข่คนนี้จะสุกวันที่30มิถุนายน (นับถอยหลังมา 14 วันจากวันที่ 14) วันไม่ปลอดภัย 8 วันนั้นคือ 26 27 28 29 30 มิถนายน 1 2 3 กรกฏาคม ดังนั้นถ้าคนนี้มีเพศสัมพันธ์วันที่ 19 (เลย 7วันหลังมา 2วัน) ก็ยังอุ่นใจว่า ยังห่างจากวันไม่ปลอดภัยแยะ ก็ไม่น่าตั้งท้อง จะเห็นได้ว่า คน สองคนมีเพศสัมพันธ์เลย 7 วันหลังไป 2 วันเหมือนกัน แต่โอกาสเสี่ยงต่อการตั้งครรภ์ต่างกัน ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับว่าระยะรอบเดือนของคนนั้นสั้นหรือยาว สรุป 1. ถ้ารอบเดือนคุณมาไม่ส่ำเสมอ ก็อาจมีเพศสัมพันธ์ช่วงมีรอบเดือนได้ค่อนข้างปลอดภัยถ้ามีรอบเดือนไม่เกิน 7วัน 2. ถ้าระยะรอบเดือนของคุณสั้น การมีเพศสัมพันธ์ในช่วง 7วันหลังโดยเฉพาะวันท้ายๆก็หมิ่นเหม่ทีเดียว 3. การจะใช้วิธีนับวันปลอดภัย 7หน้า7หลัง ควรเป็นคนที่มีรอบเดือนมาส่ำเสมอ 4. หลังจาก “7วันหลัง” (นับจากวันแรกที่รอบเดือนมา) แล้ว ความปลอดภัยจะลดลงเรื่อยๆ จนถึง 8วันอันตรายที่ไม่ปลอดภัยคือช่วงเสี่ยงสุดๆ พอพ้น 8วันอันตรายไปแล้ว ความปลอดภัยก็จะค่อยๆเพิ่มขึ้น จนถึง 7วันก่อนรอบเดือนคราวหน้าจะมาก็จะเป็นช่วงปลอดภัยหายห่วงอีกครั้ง เมื่อเดือนสองเดือนที่แล้ว

 

มีวารสารการแพทย์ฉบับหนึ่งได้รายงานการวิจัยหญิงที่มีรอบเดือนสม่ำเสมอ 28 วัน จำนวนประมาณ 200 คน พบว่า ความรู้เดิมๆที่เราเคยเชื่อกันว่า มีไข่ตกในช่วง 8 วันอันตรายนั้นไม่จริงเสียแล้ว ถ้าเปรียบการตกไข่เหมือนฝนตกแล้ว ฝนจะตกชุกในช่วง8วันอันตรายส่วนวันอื่นๆก็อาจมีฝนตกได้บ้างเปาะแปะ รวมทั้ง 7วันแรกที่มีรอบเดือน และ 7 วันก่อนมีรอบเดือนก็อาจมีไข่ตกได้ อย่างไรก็ตามผู้รายงานสรุปว่า จำนวนตัวอย่างที่ทำยังน้อย คงต้องทำมากกว่านี้เพื่อหาคำอธิบายว่าทำไม่จึงเป็นอย่างนั้น สำหรับผมจึงอยากเตือนว่า การใช้วิธีนับวันนั้นไม่ค่อยปลอดภัยนัก ถ้ายังไม่แต่งงานแล้วมีเพศสัมพันธ์ละก้อ ถุงยางอนามัยทุกครั้งที่มีเพศสัมพันธ์ดีที่สุดครับ

 

ท้องลมคืออะไร

 

ว่ากันว่า การตั้งครรภ์เป็นของขวัญอันล้ำค่าแก่ครอบครัวที่ต้องการมีลูกน้อยไว้เชยชม แต่ไม่ใช่เสมอไปที่ทุกรายจะจบลงอย่างสมปรารถนา เมื่อหาหมอตรวจเข้าจริงๆ กลับพบว่าไม่ตั้งครรภ์ก็มี เหตุการณ์เหล่านี้พบได้บ่อยเหมือนกัน เรามาดูกันว่าเกิดอะไรขึ้นกับคุณแม่เหล่านี้

 

ท้องลม
คุณผู้หญิงบางคนเมื่อประจำเดือนขาดหายไป อาจจะรู้สึกตื่นเต้นดีใจสงสัยว่าน่าจะท้องอย่างที่หวัง ยิ่งเมื่อไปซื้อเครื่องทดสอบการตั้งครรภ์จากปัสสาวะแล้ว พบว่า ท้องจริงก็ยิ่งดีใจมากขึ้น แต่เมื่อไปหาคุณหมอเพื่อฝากครรภ์ภายหลังการตรวจ กลับได้รับคำตอบว่ามีการตั้งครรภ์จริง แต่ไม่มีตัวเด็ก หรือที่เรียกกันว่า มี ภาวะไข่ฝ่อ (Blighted ovum) ฟังดูอาจรู้สึกสับสน งุนงงว่ามันคืออะไรกัน เกิดได้อย่างไร และจะต้องรักษาด้วยวิธีไหน
ภาวะไข่ฝ่อ (blighted ovum) หรือภาษาชาวบ้านเรียกว่า ท้องลม จัดเป็นความผิดปกติของการตั้งครรภ์ชนิดหนึ่ง ซึ่งทำให้การตั้งครรภ์ไม่สามารถดำเนินต่อไปได้จนถึงครบกำหนดคลอด

 

ตามปกติภายหลังที่ไข่กับอสุจิมีการผสมกันแล้ว ก็จะมีพัฒนาการต่อไปเรื่อยๆ จนกลายเป็นทารก รก ถุงน้ำคร่ำ และเมื่อครบ 280 วัน ทารกก็จะคลอดออกมา คนบางคนไม่เป็นเช่นนั้น บางคนท้องแค่ 2-3 เดือน เด็กก็ไม่ยอมอยู่แล้ว และจะหลุดออกมาก่อนเวลาอันควร เหตุการณ์นี้เรียกว่า การแท้ง ที่แปลกกว่านี้ ก็คือ บางคนภายหลังไข่กับอสุจิมีการผสมกันแล้วก็จะมีพัฒนาการต่อไป แปลกที่ส่วนที่เป็นรกและถุงน้ำเจริญต่อไปได้ แต่ส่วนเป็นทารกกลับไม่ยอมเจริญเติบโตต่อ บางรายก็ไม่มีตัวเด็กให้เห็นเลย ในขณะที่บางคนเห็นตัวเด็ก แต่ถ้าตรวจซ้ำจะเห็นตัวเด็กเล็กลง และเสียชีวิตค้างในถุงน้ำคร่ำ ภาวะที่ไม่เห็นตัวเด็กเลย เราเรียกว่า ภาวะไข่ฝ่อ หรือท้องลม คุณแม่ที่มีภาวะนี้ส่วนมากจะมีเลือดออกและแท้งออกมาในที่สุด แต่บางคนก็ค้างอยู่นานถ้าไม่ตรวจก็อาจจะไม่รู้

 

ที่มา…ท้องลม

การที่ไข่ภายหลังการผสมไม่เจริญเติบโตต่อ ก็เหมือนกับไข่เป็ดไข่ไก่ที่ไม่สามารถฟักออกมาเป็นตัวนั่นเอง สาเหตุที่พบบ่อย คือ ไข่หรืออสุจิที่มาผสมกันไม่แข็งแรงพอ หรือมีคุณภาพไม่ดีพอ ทำให้ไม่สามารถพัฒนาการต่อไปได้ สาเหตุของความไม่แข็งแรงหรือคุณภาพที่ไม่ดีของไข่ หรืออสุจิมีมากมาย อาจเกี่ยวข้องกับการทำงานหนัก เครียด รับประทานอาหารไม่เพียงพอ พักผ่อนไม่เพียงพอ หรือมีโรคบางชนิดที่ยังไม่ได้รับการตรวจอย่างจริงจัง นอกจากนี้ยังอาจเกิดจากลักษณะทางกรรมพันธุ์ที่ผิดปกติของไข่ หรืออสุจิก็เป็นได้

 

การจะสรุปว่าสาเหตุเกิดจากอะไรแน่ บางครั้งก็บอกยาก เพราะสาเหตุบางอย่างก็ยังไม่รู้จะตรวจอย่างไร เช่น ทำงานหนักแค่ไหนถึงจะเกิดปัญหานี้ การตรวจลักษณะทางกรรมพันธุ์ของไข่กับอสุจิก็ทำยากมาก ส่วนมากเราจะใช้การคาดคะเนกันเป็นส่วนมากว่าถ้ามีปัจจัยใดที่คิดว่าอาจเป็นสาเหตุได้ ก็ควรจะรักษาหรือแก้ไขเสีย

 

การรักษา
การรักษาภาวะไข่ฝ่อ ทำง่ายมาก เพียงขูดมดลูกเอาถุงน้ำคร่ำที่ผิดปกตินี้ออกให้หมดเท่านั้น
หลายคนคงอยากถามว่าจะป้องกันไม่ให้เกิดภาวะนี้ซ้ำได้ไหม คำตอบก็คือ ยังไม่มียาหรือวิธีการรักษาอะไรที่ชัดเจนในการที่จะป้องกันภาวะนี้ วิธีที่ดีที่สุด คือ การดูแลรักษาตัวเอง ด้วยการรับประทานอาหารที่ดี ได้สัดส่วน ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ เหมาะสม ไม่ทำงานหักโหมเกินไปและพักผ่อนให้เพียงพอ

 

ท้องหลอก
คุณผู้หญิงบางคนอาจมาพบคุณหมอที่โรงพยาบาล เนื่องจากประจำเดือนขาดหายไป ร่วมกับมีอาการคลื่นไส้ อาเจียน บางคนอาจรู้สึกเหมือนมีลูกดิ้นๆ อยู่ในท้อง และรู้สึกว่าท้องโตขึ้น ปัสสาวะบ่อยด้วย บางรายอาจให้ข้อมูลด้วยว่าแต่งงานมานานอยากมีลูกแต่ไม่มีสักที จากอาการที่เล่าข้างต้นค่อนข้างมั่นใจว่าตัวเองน่าจะตั้งครรภ์
แต่เมื่อไปพบคุณหมอตรวจร่างกาย กลับแจ้งว่า ท้องไม่โต คลำมดลูกไม่ได้ ฟังที่ท้องได้ยินแต่เสียง เคลื่อนไหวของลำไส้ และเมื่อตรวจอัลตราซาวนด์ก็พบแต่มดลูก ซึ่งไม่มีลักษณะของการตั้งครรภ์ให้เห็นแต่อย่างใด หลายคนอาจสงสัยว่าเป็นไปได้อย่างไร ทั้งๆ ที่อาการบ่งบอกว่าน่าจะท้องแล้ว

 

อาการที่คุณผู้หญิงรู้สึกว่าเหมือนตัวเองตั้งครรภ์ ทั้งที่ความจริงไม่มีการตั้งครรภ์เกิดขึ้นนั้น เรียกว่า “ท้องหลอก” หรือทางการแพทย์เรียกว่า spurious pregnancy หรือ pseudocyesis ซึ่งจัดเป็นความผิดปกติทางจิตชนิดหนึ่ง
ผู้ป่วยส่วนมากจะมาเล่าอาการมากมายให้คุณหมอ ซึ่งฟังดูแล้วน่าจะเกิดจากการตั้งครรภ์ทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็นอาการคลื่นไส้อาเจียน ปัสสาวะบ่อย คัดตึงเต้านม ประจำเดือนขาด บางรายรู้สึกว่ามีลูกดิ้นในท้อง หรือ อาจคลำได้ก้อนในท้องซึ่งคิดว่าเป็นมดลูกด้วยซ้ำ

 

ที่มา…ท้องหลอก
สาเหตุของท้องหลอก หรือไม่มีการตั้งครรภ์จริง เกิดจากสภาพทางจิตใจเป็นหลัก ผู้หญิงกลุ่มนี้มักจะเครียดเพราะอยากมีลูก แต่ไม่มีสักที รักษามาก็ทั้งบ่อยทั้งนาน หมดเงินทองไปก็ตั้งมากแต่ก็ยังไม่ท้องสักที ความเครียดที่เกิดขึ้นนี้จะทำให้ต่อมใต้สมองสร้างฮอร์โมนมากระตุ้นรังไข่ พอถูกกระตุ้น รังไข่ก็จะสร้างฮอร์โมนอีกชนิดหนึ่งไปกระตุ้นมดลูกทำให้ผนังมดลูกหนาตัวและไม่มีประจำเดือน ผู้หญิงกลุ่มนี้อยากท้องอยู่แล้ว พอไม่มีประจำเดือนก็อุปาทานว่าตัวเองตั้งครรภ์ เลยรับประทานอาหารบำรุงใหญ่ ทำให้อ้วนหรืออ้วนมากเกินไปด้วยซ้ำ ซึ่งความอ้วนที่เกิดขึ้นจะทำให้เกิดการสะสมของไขมันใต้ผิวหนังมากขึ้น ไขมันที่ว่าสามารถสร้างฮอร์โมนไปทำให้ไม่มีประจำเดือนได้เช่นกัน เมื่อแพทย์ตรวจมดลูกโดยเฉพาะการตรวจด้วยอัลตราซาวนด์ก็จะไม่พบการตั้งครรภ์แต่อย่างใด สำหรับอาการต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นอาการคลื่นไส้อาเจียน ปัสสาวะบ่อย รู้สึกว่ามีลูกดิ้นในท้อง หรือบางคนอาจคลำได้ก้อนในท้องซึ่งคิดว่าเป็นมดลูกล้วนแต่เป็นอุปทานทั้งสิ้น

 

การรู้สึกเหมือนเด็กดิ้นเกิดจากการบีบตัวของลำไส้ การปัสสาวะบ่อยเป็นเรื่องของจิตใจที่แล้วแต่ใครจะวิตกกังวลเรื่องการถ่ายปัสสาวะมากน้อยแค่ไหน ส่วนรายที่คิดว่าคลำมดลูกได้ ส่วนมากเกิดจากผนังหน้าท้องที่หนามาก หรือท้องอืดมากจากลมในลำไส้

 

อย่างไรก็ตาม ก่อนจะสรุปว่า ท้องหลอกเกิดจากภาวะจิตใจ แพทย์อาจต้องตรวจวินิจฉัยให้ละเอียดเสียก่อน เพราะมีโรคหรือความผิดปกติบางอย่างที่ทำให้ผู้ป่วยมีอาการ หรืออาการแสดงให้เห็นคล้ายๆ กับการตั้งครรภ์ได้เช่นเดียวกัน เช่น โรคของต่อมใต้สมองที่มีการสร้างฮอร์โมนบางชนิดมากเกินไป แต่พวกนี้มักมีน้ำนมไหลร่วมด้วย บางรายอาจจะมีอาการเพราะรับประทานยารักษาโรคบางอย่าง เช่น ยากันชัก หรือยานอนหลับบางชนิดเข้าไป

 

การรักษา
จริงๆ แล้วผู้ป่วยพวกนี้ไม่จำเป็นต้องให้การรักษา เพียงแต่ให้กำลังใจ คำแนะนำ และการดูแลรักษาทางจิตใจ พบว่าส่วนมากสามารถแก้ไขปัญหาได้แล้วโดยไม่ต้องใช้ยา ยกเว้นกรณีที่ผู้ป่วยมีความเครียดและวิตกกังวลมาก ก็อาจต้องให้ยาคลายความวิตกกังวล

 

ท้ายนี้ขอฝากความปรารถนาดีให้คุณแม่ทั้งหลายนำไปปฏิบัติ เพื่อการตั้งครรภ์ที่ดี ไม่มีภาวะท้องลมท้องหลอกเกิดขึ้น เพียงท่านดูแลร่างกายให้สดชื่น สมบูรณ์แข็งแรง ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญแรก ๆ ทั้งใส่ใจสุขภาพจิตไม่ให้เครียดจนเกินไป ก็จะทำให้คุณแม่มีการตั้งครรภ์ที่ดี ดำเนินการตั้งครรภ์อย่างปกติ และลงเอยด้วยการคลอดที่ปลอดภัย

 

ชนิดของยาทำแท้ง

 

ยาทำแท้งมีหลายชนิด แต่ไม่มีขายทั่วไปตามร้านขายยา อีกทั้งยังมีราคาแพง เก็บรักษายาก ต้องแช่เย็น อายุสั้น ที่มีแพร่หลาย ก็ตัวนี้แหละ misoprostol หรือชื่อทางการค้าว่า cytotec เคยมีรายงานเปรียบเทียบประสิทธิภาพ ของ cytotec กับ gemepost ตามหลังการใช้ยา RU486 เพื่อยุติการตั้งครรภ์ ปรากฏว่าได้ผลไม่แตกต่างกัน เพราะฉะนั้นถ้าจำเป็นต้องใช้ยาเหน็บ คิดว่าไม่มีความจำเป็นต้องไปหายาเหน็บตัวอื่นมาใช้อีก นอกจากเขาล่ะ cytotec ตามร้านขายยาใหญ่ๆมักจะมีขาย เนื่องจากยาตัวนี้ ตอนขออนุญาตขึ้นทะเบียน ได้ขอเป็นยารักษาโรค กระเพาะ มีกรรมการท่านนึงได้ให้ข้อสังเกตุว่า ฤทธิ์ของยาต่อมดลูก อาจทำให้มีการนำยามาใช้ในแง่ของสูติ มากกว่าข้อบ่งชี้ที่ บริษัทยาขึ้นทะเบียน ซึ่งก็เป็นจริง

 

ในประเทศบราซิล ยุคนึงมีการใช้ยาตัวนี้อย่างแพร่หลายมาก คนไข้ที่ไปนอนรักษาตัวในโรงพยาบาลที่ได้รับการวินิจฉัยโรคที่เกี่ยวข้องกับการแท้ง 70%จะผ่านยาตัวนี้มาก่อน จนรัฐบาลต้องออกกฏหมายควบคุมการใช้ยาตัวนี้ ความแพร่หลายจึงลดลง ไม่รู้ว่าเมืองไทยวันนึงจะเป็นแบบนี้หรือเปล่า

 

ยาสตรีเบนโลทำแท้งได้จริงหรือ ???

 

ยาสตรีเบนโล เป็น ยาแผนโบราณ สรรพคุณคือ บำรุงเลือด บำรุงร่างกาย เจริญอาหาร แก้ประจำเดือนไม่ปกติและเป็นยาแทนการอยู่ไฟ ขับน้ำคาวปลา ช่วยฟอกโลหิต ตำรับยานี้เป็นจัดเป็นยาแผนโบราณที่ไม่ได้เป็นยาสามัญประจำบ้าน ดังนั้นจะต้องวางขายในร้านขายยาที่ได้รับอนุญาตเท่านั้น

ส่วนประกอบหลักของยาสตรีมีอยู่สองส่วน คือสมุนไพรโกฏเชียง หรือเป็นที่รู้จักกันในชื่อ ตังกุย กับแอลลกอฮอล์ แอลกอฮอร์ที่มีอยู่เพื่อไว้เป็นตัวสกัดตัวยาออกมา ตัวยาที่ว่าคือ ไฟโตเอสโตรเจน (phytoestrogen) Estrogen เอสโตรเจน เป็นฮอร์โมนเพศหญิงซึ่งร่างกายเราผลิตจากรังไข่ รก หรือต่อมอะดรีนาล estradiol ซึ่งเป็นหนึ่งในเอสโตรเจนหลักๆ 3 ชนิดที่พบในร่างกายมนุษย์ ฮอร์โมนกลุ่มนี้มีผลโดยตรงต่อการแสดงลักษณะ ของเพศหญิง นับตั้งแต่การเข้าสู่วัยเจริญพันธุ์ มีประจำเดือน ตกไข่ ตั้งท้อง ไปจนถึงวัยหมดประจำเดือน

 

estradiol มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อพัฒนาการของเนื้อเยื่อปากมดลูก มดลูกและเต้านม phytoestrogen Phytoestrogen เป็นสารอินทรีย์ซึ่งสร้างขึ้นโดยพืช แต่มีคุณสมบัติเช่นเดียวฮอร์โมนเพศหญิงที่เรียกว่าเอสโตรเจน สารเหล่านี้พบได้ทั้งในส่วนเมล็ด ลำต้น รากหรือดอก โดยในพืช สารนี้จะทำหน้าที่เป็นสารฆ่า เชื้อรา (fungicide) หรือเป็น phytoalexin นั่นคือเป็นสารเคมีที่พืชสร้างขึ้นมาเพื่อป้องกันตน เองเมื่อถูกรุกรานโดยจุลชีพphytoestrogen จะมีบางส่วนของสูตรโครงสร้างคล้ายคลึงหรือเทียบได้กับ steroid nucleus ของ estradiol อันเป็นเอสโตรเจนที่พบในธรรมชาติหรือในร่างกายมนุษย์ ดังนั้นเมื่อกินยาชนิดนี้แล้ว ก็จะมีผลเช่นเดียวกับ estrogen ต่อร่างกาย และสารเหล่านี้อาจเข้าไปมีผลป้องกันหรือปรับเปลี่ยนภาวะความผิดปกติของร่างกาย หรือการเกิดโรคต่างๆ เช่น มะเร็งบางชนิด โรคหัวใจและหลอดเลือด รวมทั้งปัญหาที่เกี่ยวเนื่องกับอาการหลังการหมดประจำเดือน(menopausal symptoms) ได้อีกด้วย การออกฤทธิ์ของไฟโตรเอสโตรเจน ไฟโตรเอสโตรเจนออกฤทธิ์ได้ทั้งเสริมและต้านเอสโตรเจน

 

ในกรณีที่มีเอสโตรเจนในร่างกายมากเกินไป ไฟโตรเอสโตรเจนจะไปจับกับตัวรับของเซลล์ (receptor)ของเอสโตรเจน เกิดการยับยั้ง การทำงานและต้านการออกฤทธิ์ของเอสโตรเจน (anti-oestrogenic effect) ในขณะที่เมื่อร่างกายเกิด การขาดฮอร์โมนเอสโตรเจน เช่น ในหญิงวัยหมดประจำเดือน ไฟโตรเอสโตรเจนจะไปจับกับตัวรับของเซลล์เอสโตรเจน และออกฤทธิ์เหมือนฮอร์โมนเอสโตรเจน (2) จึงเชื่อว่า ไฟโตเอสโตรเจนอาจจะช่วยป้องกันการเกิดมะเร็งที่สัมพันธ์กับฮอร์โมน และโรคหัวใจและหลอดเลือด ได้พอๆกับการลดอาการหลังการหมดประจำเดือน ปัจจุบันจึงกล่าวถึง phytoestrogen อย่างกว้าง ขวาง เนื่องจากโครงสร้างและการออกฤทธิ์ที่คล้าย estrogen ดังกล่าวการที่ได้รับสารอาหารธรรมชาติชนิดนี้ จึงน่าจะมีบทบาทในการรักษา อาการที่เกิดขึ้น ในช่วงวัยหมดระดู รวมถึงการปกป้องการเกิดโรคหัวใจและ หลอดเลือดรวมถึงโรคกระดูกพรุน

 

นอกจากนั้นพบว่าประชากรที่มีวิถีชีวิตการกินอยู่ที่สัมพันธ์กับ phytoestrogen อย่างแนบแน่น เช่น กลุ่มที่รับประทานมังสวิรัติ , ประชากรในแถบเอเชียโดยเฉพาะญี่ปุ่น พบว่ามีอัตราการเกิดโรคหัวใจ และมะเร็งต่ำ ปริมาณที่ควรได้รับ ปริมาณไฟโตรเอสโตรเจนที่ควรได้รับจากอาหาร คือ 30 ? 50 มิลลิกรัม (3) ประมาณได้ อย่างคร่าวๆ ดังนี้ – นมถั่วเหลือง 250 ซีซี ? 15-60 มิลลิกรัม – เต้าหู้ 1 ก้อน (115 กรัม) ? 13-43 มิลลิกรัม – โยเกิรต์เต้าหู้ (200 กรัม) ? 26 มิลลิกรัม

 

มีเซ็กซ์ให้ปลอดภัย

 

มีเซ็กซ์อย่างไร ปลอดภัย ไม่ท้อง ความกังวลใจถึงผลที่จะตามมาของการมีเพศสัมพันธ์อาจเกิดขึ้นทั้งหญิงและชาย แต่ปัญหานี้ดูจะตกหนักที่ผู้หญิงมากกว่า สิ่งที่ผู้หญิงส่วนใหญ่มักจะกังวลนั้นเป็นเรื่อง “ท้องโดยไม่ได้ตั้งใจ” มากกว่าที่จะกลัวการติดโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์จากคู่นอน ทั้งที่จริงๆ แล้วเรื่องท้องไม่ใช่ปัญหาเดียวที่สำคัญ เพราะการติดโรคทางเพศสัมพันธ์โดยเฉพาะเอดส์ก็สำคัญไม่แพ้กันเลย และประเด็นหลังนี้มีโอกาสเกิดขึ้นได้ทั้งกับผู้หญิงและผู้ชายเท่าๆ กัน ถ้าหากฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดมีเชื้อก็สามารถที่จะติดต่อไปสู่อีกฝ่ายหนึ่งได้ ดังนั้นเพื่อความปลอดภัยของตัวเราและคู่ และยังช่วยทำให้ไม่ต้องกังวลใจหรือเป็นทุกข์ใจทั้งเรื่องท้องและการติดโรค

 

นั่นก็คือ การใช้ “ถุงยางอนามัย” เป็นที่รู้กันว่าอุปกรณ์คุมกำเนิดส่วนใหญ่นั้น ผลิตขึ้นโดยมุ่งไปที่ผู้หญิงเป็นสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นยาคุมกำเนิดแบบเม็ด ยาฉีดคุมกำเนิด หรือห่วงคุมกำเนิด ซึ่งก็ล้วนแล้วแต่มุ่งไปที่การป้องกันท้องแต่ไม่สามารถป้องกันเอดส์ ในขณะที่ถุงยางอนามัยเป็นอุปกรณ์การคุมกำเนิดอีกชนิดหนึ่งและ เป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่จะช่วยให้ปลอดภัย จากการติดโรคเอดส์ได้มากที่สุดและยังป้องกันท้องได้อีกด้วย แต่กลับเป็นสิ่งที่ผู้หญิงหลายคนไม่สนใจและให้คุณค่ากับมันน้อยเกินไปจนลืมนึกถึงความคุ้มค่า และความปลอดภัยที่จะเกิดขึ้นกับชีวิตของตนเอง หรือแม้แต่ผู้ชายเองก็มักจะไม่ค่อยนิยมชมชอบมันสักเท่าไร เพราะยังไปติดอยู่กับเรื่องไม่เป็นธรรมชาติ ถึงเวลานี้แล้ว โลกก็หมุนเปลี่ยนไปขนาดนี้แล้ว พวกเราคนรุ่นใหม่น่าจะหันกลับมาคิดกันใหม่ดีไหมว่า “ถุงยางอนามัย” เป็นเรื่องของคนสองคนที่ต้องพูดคุยและช่วยกันเตรียมไว้ เพราะการมีเซ็กซ์ที่ปลอดภัยไม่ใช่เรื่องน่าอาย แถมยังทำให้ทั้งสองฝ่ายต่างมีสุขภาพทางเพศที่ดีอีกด้วย

 

วิธีการทำแท้งแบบดูด

 

สมัยก่อนเวลาขูดมดลูก จะใช้เครื่องมือเป็นแท่งเหล็ก ส่วนปลายจะเป็นรูปวงรี สอดเข้าไปในโพรงมดลูกแล้วขูดเอาสิ่งต่างๆของการตั้งครรภ์ ทั้งเด็ก ทั้งรก และเยื่อบุมดลูกที่หนาตัวขึ้นมา ออกมาเป็นชิ้นๆ เป็นส่วนๆ การทำนั้นมองไม่เห็นข้างใน อาศัยความรู้สึกของผู้ทำ ทำให้มีผลแทรกซ้อน เช่น มดลูกทะลุ ขูดออกไม่หมด หรือขูดมากไปจนถึงชั้นกล้ามเนื้อมดลูก ทำให้ไม่มีประจำเดือนอีก หรือแท้งง่าย ต่อมามีการพัฒนาเปลี่ยนเป็นหลอดพลาสติกคล้ายหลอดกาแฟ ปลายตัน แต่ใกล้ๆส่วนปลายจะบากเป็นลิ่ม โดยลิ่มข้างนึงลาด อีกข้างตั้งตรงเพื่อใช้ขูดเยื่อบุมดลูกได้ อีกปลายนึงจะสวมกับกระบอก syring 50cc พอดึงก็จะได้สูญญากาศ ดูดเอาเนื้อเยื่อที่ขูดแล้วออกมา จึงเป็น 2แรงแข็งขัน ทำให้การทำง่ายขึ้น ผลแทรกซ้อนน้อยลงกว่าการใช้เครื่องมือแบบเดิม และเดี๋ยวนี้ก็ใช้วิธีนี้เป็นมาตราฐานไปทั่วโลกแล้ว ลองไปดูที่ Http://www.ipas.org

 

จะรู้ได้อย่างไรว่าแท้งครบหรือแท้งสมบูรณ์

 

การที่มีเลือดออกมาก ไม่ได้แปลว่าเรียบร้อยแล้ว ต้องเห็นเนื้อเยื่อสีขาวๆลักษณะเป็นถุง คล้ายๆ กระเพาะปลา เป็นขุยๆรอบๆ หรืออาจเห็นตัวอ่อน (เกิน 9 wks) ถ้าไม่เห็น หรือไม่แน่ใจ หรือหล่นลงในโถ ขณะไปเข้าห้องน้ำ ก็ต้องตรวจ ultrasound ใน1-2 อาทิตย์ต่อมา เพื่อดูว่า ถุงของการตั้งครรภ์ ยังอยู่หรือไม่ หรือเห็นหัวใจเด็ก ยังเต้นอยู่หรือเปล่า ถ้ายังมี การตั้งครรภ์นั้นอาจดำเนินต่อไปได้ ทั้งๆที่มีเลือดออก ถ้าไม่มี แต่ยังมีเลือดออกมาก ก็อาจเป็นการแท้งค้างหรือไม่ครบ ซึ่งการรักษา อาจใช้ยา cytotec ซ้ำ หรืออาจต้องขูดมดลูก อาการแพ้ท้อง ขึ้นอยู่กับว่า ยังท้องอยู่หรือไม่ หรือในบางกรณี ถ้ายังมีเนื้อเยื่อบางส่วน(chorionic villi)ที่ยังสร้าง ฮอร์โมน hcg ยังออกไม่หมด ก็จะยังแพ้ท้องอยู่และถ้า ตรวจปัสสาวะพบว่ายังตั้งครรภ์ ทั้งๆที่จริงออกไปแล้ว ประจำเดือน เดือนหน้าก็อาจไม่มา หรือ มาช้า